วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โตโยต้าเปิดตัวคัมรี่เอ็กตรีโม

โตโยต้าอัพเกรดคัมรี่ ไฮบริด ส่งเวอร์ชั่นเอ็กซ์ตรีโม จำนวนจำกัด 1,600 คัน  เคาะราคา 1.699 ล้านบาท หวังเพิ่มทางเลือกให้คนรักรถ
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ไฮบริด ที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ พร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการแนะนำโตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด เอ็กตรีโมใหม่ ที่เพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน ให้เปี่ยมไปด้วยความหรูหราระดับผู้นำ พร้อมเพิ่มอารมณ์แห่งความสปอร์ต ด้วยจำนวนจำกัด 1,600 คันเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงจากคัมรี่ ไฮบริด รุ่นมาตรฐาน ภายนอกสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ด้วยชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตกันชนหน้า ด้านข้าง กันชนหลัง และสปอยเลอร์หลัง ที่ได้รับการออกแบบอย่างมีสไตล์ มาพร้อมล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว รมดำ พร้อมยางขนาด 215/60/R16 มาพร้อมสีภายนอกสีฟ้า สีขาวและสีดำ
ภายในหรูหรา สุขุม ด้วยโทนสีดำทั้งเบาะนั่ง แผงประตู คอนโซล พวงมาลัยลายไม้ และหัวเกียร์หุ้มหนัง มาพร้อมระบบเครื่องเสียง เครื่องเล่นดีวีดี 1 แผ่น แบบหน้าจอสัมผัส
เครื่องยนต์เบนซินแอทคินสัน-ไซเคิล ขนาด 2.4 ลิตรที่ให้กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ที่ 6000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 187 นิวตันเมตร ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 105 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันสามาถให้กำลังสูงสุดได้ 140 กิโลวัตต์ ที่ 6500 รอบต่อนาที

ปลอดภัยทั้งคัน ด้วยระบบไฟหน้าเอชไอดี สว่างชัดตลอดการเดินทาง แม้ขณะเข้าโค้งด้วยระบบปรับมุมลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบจัดการรวมไดนามิคของตัวรถ ที่จะควบคุมการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยต่างๆในรถยนต์ที่เคยทำงานแยกกัน ให้มาทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการทรงตัวที่ดีของรถและสมรรถนะที่ดีทุก ๆ ด้านในการขับขี่ทั้งการขับ การเลี้ยว ตลอดจนการหยุดรถ
ติดตั้งระบบเบรกที่ควบคุมด้วยระบบอีเลกทรอนิกส์ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการเบรก และจะมีการชาร์จไฟกลับ เข้ามาเก็บไว้ที่แบตเตอรีไฮบริด นำพลังงานที่สูญเปล่ากลับมาใช้ประโยชน์อีกทางหนึ่ง พร้อมด้วยถุงลมเสริมความปลอดภัยคู่หน้า และด้านข้าง

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย วางราคาจำหน่ายคัมรี่ ไฮบริด เอ็กตรีโม ที่ 1.699 ล้านบาท ซึ่งราคานี้รวมเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว และเริ่มวางจำหน่ายที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 331 แห่ง ทั่วประเทศ ตั้งแต่บัดนี้

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

HONDA HSV 010 RACING CAR

Pic_190973
ตัวแข่งสุดโหดที่เข้ามารับหน้าที่แทนโมเดล NSX นี่คือรถแข่ง Japan Super GT- Honda HSV 010 GT RAC Car...

วัน ที่ 23 ตุลาคม คศ 2009 Honda ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสิ้นสุดของรถ NSX Super GT ในการแข่งขัน Super GT racing การแข่งรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากกฎระเบียบใหม่ของ Japan Super GT ที่อนุญาตให้ใช้เครื่องยนต์วางด้านหน้ากับรถขับหลังโดยไม่มีการอนุญาติให้ รถเครื่องยนต์วางกลางลงทำการแข่งขันได้อีก หลังจากนั้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2009 Honda ประกาศว่าแม้จะถอนรถ NSX ออกจากการแข่งขัน Super GTไปแล้วก็ตาม แต่่จะส่งรถรุ่นใหม่เข้ามาแทน ในเมื่อค่าย Toyota ต้องการแสดงให้โลกรู้ว่าพวกเขาสามารถผลิตรถซุปเปอร์คาร์คันล่าสุดอย่าง Lexus LFA เพื่อส่งเข้าทำการแข่งขันวิ่งระยะทางไกล 24 ชั่วโมงที่ Nurburgring ช่วงเวลาต่อมาบนเส้นทางแห่งความเร็วเดียวกันนั้นเอง Honda ได้ประกาศว่าพวกเขาจะกลับไปท้าชนบนกีฬามอเตอร์สปอร์ตกับ Toyota ด้วยการออกแบบและสร้างรถซุปเปอร์คาร์ HSV - 010 GT รถแข่งต้นแบบรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2010 ที่จะเข้ามาแทนที่รถรุ่นประวัติศาสตร์ของบริษัทที่ Honda เคยผลิตออกขายและส่งลงทำการแข่งขันมานานแล้วอย่างรุ่น NSX สปอร์ตคาร์ตัวถังอลูมิเนียมเครื่องวางกลางลำขับเคลื่อนล้อหลังหนึ่งเดียวของ Honda
Honda NSX Racing 1999-2009
โครงการ สร้างรถสปอร์ตคันใหม่ของ Honda ต่อจากNSXเริ่มต้นมานานแล้วแต่เนื่องจากค่าย Honda เน้นไปที่การผลิตรถยนต์ที่ตลาดต้องการมากกว่าจะมุ่งไปที่การพัฒนารถสปอร์ต สมถรรนะสูง โครงการทั้งหมดจึงถูกพับเก็บใส่ลิ้นชักโดยมีเพียงแค่รถสปอร์ตเปิดประทุน เครื่องยนต์วีเทค 2,000 ซีซี 250 แรงม้ัารุ่น S2000 ที่ออกขายมานานกว่าสิบปีแล้ว ส่วนรุ่นสุดท้ายของสปอร์ตคาร์ NSX ก็ปิดสายการผลิตไปตั้งแต่ปี 1999 รถสปอร์ตสมถรรนะสูงของค่ายนี้จึงเหลือเพียงรุ่นเดียวเท่านั้นนั่นก็คือ Civic Type-R แต่มันก็ยังไม่ไช่รถที่เป็นที่สุดของพลังและรูปแบบเนื่องจาก Civic Type R เป็นรถ 3 ประตูเครื่องยนต์วางขวางด้านหน้า ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้าซึ่งมีกำลังไม่มากนักและไม่อาจเปรียบเทียบได้กับ บรรดาตัวโหดเครื่องยนต์ V8 ซึ่งมีรูปทรงของตัวถังและการขับเคลื่อนบนสมถรรนะที่ดีเยี่ยมแบบซุปเปอร์คาร์ อย่างFerrari ,Lamborghini, Porsche หรือแม้แต่ LFA รถสปอร์ตคันล่าสุดจากค่าย Lexus โครงการสร้างรถเพื่อต่อกรกับคู่แข่งเพื่อนร่วมชาติและนำไปใช้ในการแข่งขัน ายการ Japan Super GT ในประเทศญี่ปุ่นของ Honda จึงได้ถือกำเนิดขึ้น แม้จะช้ากว่าค่ายรถคู่แข่งอย่าง Toyota ที่เริ่มวางขายรถรุ่น LFA ในเดือนเมษาที่ผ่านมา แต่วัตถุประสงค์ของรถ HSV-010GT ที่เกิดจากมันสมองของวิศวกรในแผนกมอเตอร์สปอร์ตของ Honda คือการเอาชนะทั้งในสนามแข่งขันและต้องการความเหนือกว่าในด้านเทคโนโลยีของ เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และรูปแบบในการวางตำแหน่งเครื่องยนต์ มันสมองทั้งหมดของแผนกมอเตอร์สปอร์ตจึงถูกระดมไปที่รถ Honda HSV-010GT
ไม่กี่เดือนก่อนที่ทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ รถต้นแบบ HSV 010 GT ได้รับการทดสอบอย่างหนักหน่วงที่สนาม Nrburgring ในเยอรมัน การพัฒนาให้ตัวรถมีความเที่ยงตรงตามกฎข้อบังคับหรือ Homologate ของสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติหรือ FIA สำหรับส่งลงทำการแข่งขันและผลิตออกจำหน่ายตามจำนวนที่กำหนด รูปแบบหลักของโครงสร้างและตำแหน่งการวางเครื่องยนต์ถูกปรับเปลี่ยนใหม่หมด รถHSV-10G ใช้คาร์บอน์ไฟเบอร์เป็นโครงรถและตัวถัง มีเครื่องยนต์และเกียร์วางตามยาวด้านหน้า ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง ส่วนห้องโดยสารหรือ Cockpit ถูกออกแบบให้มีความคล้ายคลึงกับห้องนักบินทั้งการใช้อุปกรณ์และมิติภายใน การนำเอาคาร์บอนไฟเบอร์มาทำเป็นโครงตัวถังน้ำหนักเบาเพื่อสร้างสมถรรนะที่ดี ในเรื่องของอัตราเร่งและการยึดเกาะ รวมไปถึงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ลดลง
รูปทรงของ Honda HSV-10GTดูคล้ายกับแมลงมีพิษที่กำลังโกรธ ด้วยการออกแบบไฟหน้าให้มีลักษณะเรียวเล็กเหมือนตาแมลง ไฟโปรเจคเตอร์ซีนอนพร้อมไฟหรี่หรือไฟ Day Light หลอด LED ซุ้มล้อหน้าใหญ่โตด้วยโป่งแบบตัวแข่ง GT เหนือซุ้มล้อยังมีครีบระบายอากาศที่มีแนวเดียวกันกับครีบบนฝากระโปรง การมีฝากระโปรงหน้าที่ลาดลงต่ำจึงหลอกสายตาเหมือนกับว่ามันคือรถเครื่องวาง กลาง สปอยเลอรหน้ามีช่องนำอากาศเข้าสามช่อง ตรงกลางนำเอาอากาศไประบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ ส่วนอีกสองช่องที่อยู่บริเวณใต้ไฟหน้าใช้ระบายความร้อนให้กับชุดเบรค ด้านข้างของตัวรถมีเพียงเส้นแนวกระจกหน้าที่ลาดเอียงกว่าปกติไปจนจรดเสาหลัง แบบสปอร์ตคาร์เครื่องวางหน้าทั่วไป มุมมองด้านท้ายถูกออกแบบอย่างจงใจให้สั้นคล้ายกับรถ Z06 ของพวกอเมริกัน ไฟท้ายทรงยาวตลอดแนวฝาหลังทำได้ดีเมื่อมองด้า่นหลังจะเห็นวิงหลัง GT ขนาดใหญ่ สปอยเลอร์หลัง ชายล่างรอบตัวรถมีครีบระบายอากาศและจัดมวลกระแสอากาศให้ไหลผ่านไปโดยไม่หมุน วนอยู่ท้ายรถเมื่อใช้ความเร็วสูง ซึ่งส่งผลดีไปที่การยึดเกาะของช่วงล่าง ตรงบริเวณถึ่งกลางของวิงหลังต่ำลงมาเป็นที่อยู่ของท่อไอเสียแบบท่อเดี่ยว เพิ่มความโหดดิบให้กับบั้นท้ายของ Honda HSV-10GT
ผู้คนในสนามแข่งรถ Sepang International Circuit ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน 2011 ต่างจ้องมองรถแข่งหน้าตาประหลาดที่กำลังวิ่งผ่านทางตรงของสนามแข่งรถที่ได้ ชื่อว่ามีความเร็วสูงติดอันดับโลก รถแข่ง Honda HSV 010 GT วิ่งผ่านทางตรงด้วยความเร็วอันน่าตื่นตะลึง รูปทรงที่แบนเตื้ยติดพื้นกับสปอยเลอร์หลังใหญ่ยักษ์ช่วยทำให้รถคันนี้แล่น ขนานไปกับพื้นแทรคได้อย่างมั่นคง การทำความเร็วบนทางตรงกว่า 155 ไมล์ ต่อชั่วโมงของรถคันนี้บวกกับเสียงของเครื่องยนต์ V8 3,397 ซีซี ที่ดังสนั่นในโทนแหลมคล้ายกับเสียงของเครื่องยนต์ F1ที่กำลังวิ่งด้วยรอบสูงสุด นี่คือรายการแข่งรถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ Japan Super GT ในฤดูกาล 2011 นี้ มีรถ  Honda HSV 010 GT ลงทำการแข่งขันกว่า 5 ทีม ประกอบไปด้วยทีมชั้นนำที่ผ่านการแข่งรถในรายการนี้มาอย่างโชกโชน และเช่นเคย สนาม Sepang International Circuit คือสนามแข่งรถเพียงแห่งเดียวที่รายการ Japan Super GT ต้องออกมาทำการแข่งขันนอกหมู่เกาะญี่ปุ่น ส่วนการแข่งขันที่เหลือจะทำแข่งในสนามแข่งรถของแดนปลาดิบทั้งหมด
มันมีความแตกต่างจากรถแข่งรุ่น NSX อย่างสิ้นเชิง ทั้งการวางเครื่องยนต์ที่กลับมาใช้การวางด้านหน้า ระบบส่งกำลัง ระบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง แรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์ V8 ตัวใหม่นี้ถูกวิศวกรและช่างของแผนก Honda Racing ปรับจูนมาอย่างสมบูรณ์ การปรับแต่งเครื่องยนต์และช่วงล่างจะขึ้นอยู่กับสภาพของสนามแข่งที่จะใช้ วิ่ง หน่วยประมวลผลที่ทำการบันทึกการวิ่งทั้งหมดในแต่ละสนามจะคอยส่งถ่ายข้อมูล ที่เป็นประโยชน์สำหรับใช้ในการแข่งขันครั้งต่อไป บนตัวรถแข่งคันใหม่นี้ นักขับสามารถขับเข้าสู่ทางโค้งบริเวณสุดทางตรงของสนาม Sepang International Circuit ด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ ค็อกพิตของ Honda HSV 010 GT มีตำแหน่งของการนั่งขับเหนือกว่า NSX ทั้งจากการพัฒนารูปทรงของค็อกพิตและการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่เข้ามาทด แทนอลูมินัมอัลลอย การพิสูจน์ว่า Honda Racing ได้เดินมาถูกทางแล้วอาจต้องวัดกันที่ผลการแข่งขันช่วงใกล้สิ้นสุดฤดูกาล Honda HSV 010 GT ได้ผ่านการพัฒนาและทดสอบอย่างหนักหน่วงก่อนจะออกมาเป็นรถแข่งทรงโหดตัวแรง เมื่อบวกกับความมุ่งมั่นของนักขับและประสบการณ์ของทีมแข่งทั้ง 5 ทีมที่ใช้รถรุ่นนี้ลงทำการแข่งขัน การคว้าชัยชนะเหนือรถแข่งอย่าง Nissan GTR / Lexus SC430 GT คงไม่ไช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงอย่างแน่นอน.
Honda HSV 010 GT
แบบ............................................ สปอร์ตสองประตู สองที่นั่ง
ลักษรณะการวางเครื่องยนต์..............เครื่องยนต์ วางด้านหน้าทำมุม 90 องศา ขับเคลื่อนล้อหลัง
ปริมาตรความ จุ............................3,397 ซี.ซี. /207.3 cu in
กระบอกสูบxช่วง ชัก.......................93.0x62.5 มิลลิเมตร
วาว์ล..........................................4 วาว์ลต่อสูบ/ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮตแคม
ระบบจ่ายเชื้อ เพลิง........................Fuel Injection Honda PGM-F1
ระบบอัด อากาศ............................Naturally Aspirated
ระบบกันสะเทือน
ด้าน หน้า-หลัง..............................Double Wishbone Torsion Bar Springs Suspension
ระบบพวงมาลัย............................ Rack-And-Pinion, Electric Power Assistance
ระบบเบรค................................... ดิสเบรคทั้งสี่ล้อ คาร์ลิปเปอร์เบรคอัลลอย ด้านหน้า 6 Pot ด้านหลัง 4 Pot
ระบบส่ง กำลัง...............................6 speed Sequential
กำลัง สูงสุด..................................500 แรงม้า
แรงบิด สูงสุด...............................392 นิวตันเมตร
แรงม้าต่อ ลิตร..............................147 แรงม้า/ลิตร
แรงม้าต่อน้ำ หนัก.........................0.45แรงม้า/1กิโลกรัม
น้ำหนักตัว รถ...............................1100 กิโลกรัม
มิติตัวถัง
ความ กว้าง...................................2000 มิลลิเมตร
ความยาว......................................4675 มิลลิเมตร
ความสูง........................................1240 มิลลิเมตร
ล้อและยาง
ล้อหน้า.........................................330-710/R18
ล้อหลัง.........................................330-710/R17

Photo By......................................HONDA RACING
Arcom roumsuwan

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ทดสอบเข้มกับ GOODYEAR TIRES

Pic_190760
หลังจากที่บริษัท Goodyear ผู้ผลิตยางรถยนต์และยางสำหรับอากาศยานชั้นนำของโลกได้ย้ายสำนักงานใหญ่จาก สหรัฐอเมริกาไปยังเมืองเซี่ยงไฮ้ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนในเดือนเมษายนปี ค.ศ. 2005 แล้วนั้น ค่ายยักษ์ใหญ่ของวงการยางรถยนต์เจ้านี้ก็ได้กลายเป็นผู้นำของบริษัทผู้ผลิต ยางเพียงแห่งเดียวในภูมิภาค และบริหารงานโดย มร ปิแอร์ อี โคฮาด ประธานบริษัทประจำภาคพื้นเอเซียแปซิฟิค มีพนักงานมากกว่า 8,400 คนทั่วภูมิภาค ในปีที่ผ่านมา (2010) Goodyear สาขานี้มีสถิติการเติบโตด้วยยอดขาย 2062 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21% จากปี 2009 ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำแห่งนี้มีการดำเนินงานในภูมิภาคเอเซีย แปซิฟิคโดยมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ตลาดอุปกรณ์ทดแทนและตลาดอุปกรณ์ดั้งเดิม โดยได้ขยายสาขาที่ครอบคลุมไปถึงการออกแบบและผลิตยางสำหรับรถบรรทุกขนาดเล็ก รถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ ยางสำหรับรถออฟโร้ด ยางสำหรับรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ยางรถบ้านทั่วไปและล้อสำหรับอากาศยานพาณิชย์



Goodyear มีโรงงานผลิต 7 แห่งในภูมิภาคเอเซียและแปซิฟิค ในประเทศจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซียและประเทศไทย ในตลาดยางที่มีการเติบโตสูงในประเทศจีนและอินเดีย Goodyear ใช้กลยุทธเพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศรวมถึงการผลิตยางเพื่อป้อนการใช้ งานทั้งภายในและส่งออก ทำการลดต้นทุนการผลิตที่สูงด้วยการใช้นวัตกรรมใหม่ที่คิดค้นโดยวิศวกรของ บริษัท ขยายตัวสู่ประเทศที่มีต้นทุนในการผลิตต่ำ ในปี 2015 Goodyear ตั้งเป้าหมายว่าจะมุ่งส่งเสริมมูลค่าสินค้าด้วยการขยายและพัฒนาโรงงานให้ สามารถรองรับทั้งตลาดอุปกรณ์ดั้งเดิมและตลาดอุปกรณ์ทดแทน เมื่อเดือนมิถุนายนของปี ค.ศ. 2008 บริษัท Goodyear ได้ทำการสร้างโรงงานผลิตยางที่ทันสมัย ใช้กระบวนการผลิตภายในโรงงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเมืองปูหลานเดี่ยน ประเทศจีน ใช้มูลค่าการลงทุนประมาณ 700 ล้านเหรียญ ซึ่งภายในปี 2015 โรงงานแห่งนี้จะช่วยรองรับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศจีน ที่ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านตัวเลขของผู้ใช้รถยนต์ โรงงานแห่งใหม่นี้ยังช่วยให้ Goodyear สามารถย้ายฐานการผลิตทั้งหมดจากโรงงานที่กำลังดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันที่ ตำบลชาเหอเค่า เมืองต้าเลี่ยน ไปยังโรงงานแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่า ทันสมัยมากกว่าและช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า การย้ายฐานการผลิตทั้งหมดจากเมืองต้าเลี่ยนไปยังปูหลานมีกำหนดเสร็จสิ้นในปี 2012 และกำลังการผลิตจะเริ่มต้นขึ้นภายในปี 2013 นี้








วันอังคารที่ 26 และวันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2554 บริษัท Goodyear นำโดยกลุ่มผู้บริหาร Mr. Richard J Fleming เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์ร่วมทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ยางรุ่นใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยยางซิ่งสมรรถนะสูงรุ่น Eagle F1 Directional 5 และยางสำหรับรถยนต์นั่งรุ่น Eagle F1 Asymmetic 2 บนตัวรถสปอร์ต Audi TT-S / BMW Series 3 E90 / Mitsubishi Lancer EX-GT / Porsche Cayman S / Maserati 3200 GT โดยยกทีมทดสอบทั้งหมดไปยังสนามแข่งรถในอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อทดสอบสมรรถนะและประสิทธิภาพของยางรุ่นใหม่ทั้งสองรุ่น การทดสอบแบ่งออกเป็นสองช่วงซึ่งมีทั้งภาคเช้าที่ใช้การขับขี่ในสนามแข่งรถ แก่งกระจานบนตัวรถสปอร์ต กับภาคบ่ายที่ใช้การขับขี่ทดสอบบนเส้นทางจริงของถนนสองเลนในเขตอำเภอ แก่งกระจาน เพชรบุรี

ช่วงทดสอบพิเศษภาคเช้ากับยางรุ่น  Eagle F1 Directional 5 ของค่าย Goodyear บนตัวรถสปอร์ตซีดาน Mitsubishi Lancer EX-GT 2.0 ลิตร ขับเคลื่อนล้อหน้า ทีมเจ้าหน้าที่ของ Goodyear วางรูปแบบสนามแก่งกระจานทางด้านทิศเหนือโดยใช้กรวยยางตั้งดักเพื่อลด ความเร็ว สนามแข่งรถแก่งกระจานทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นสองโซน โซนแรกใช้ทำการทดสอบการวิ่งฝ่าสภาพพื้นถนนที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำกับการควบคุม ตัวรถโดยใช้การหักพวงมาลัยไปมาเพื่อทดสอบอัตราการยึดเกาะของยาง  Eagle F1 Directional 5 กับผิวแทรคในสภาวะต่างๆ ส่วนโซนที่สองใช้สนามด้านทิศเหนือทั้งหมดเพื่อวิ่งทดสอบในลักษณะของแทรคที่ ใช้แข่งขันรถยนต์ทางเรียบ ทีมสื่อมวลชนสายยานยนต์จากประเทศไทยได้ลงทำการทดสอบในโซนที่สองก่อน ส่วนโซนแรกเป็นหน้าที่ของผู้สื่อข่าวกับดีลเลอร์จากต่างประเทศที่จะลงทดสอบ สมรรถนะของยาง   Eagle F1 Directional 5





Goodyear   Eagle F1 Directional 5 มีส่วนผสมของเซริก้ากับโพลิเมอร์โมเลกุลสูง รวมถึงยางกับน้ำมันและส่วนประกอบทางเคมีซึ่งเกิดจากการคิดค้นพัฒนาของวิศวกร Goodyear โดยใช้เทคโนโลยี Sport Grip ใช้การออกแบบดอกยางส่วนกลาง ดอกยางบริเวณไหล่ยางให้มีรูปแบบที่ประสานการยึดเกาะรวมถึงการเบรคในทุกสภาวะ ลายดอกยางในรุ่น Eagle F1 Directional 5 ถูกดีไซน์ให้มีความต่อเนื่อง ช่วยทำให้การรีดน้ำอยู่ในระดับที่ดี ตัวยางยังมีเสียงที่เกิดจากการบดไปกับพื้นถนนลดลงจากการออกแบบให้ลดแรงต้าน กับผิวถนน เมื่อลองหักพวงมาลัยไปมาที่ความเร็วสูง ยางสูตรใหม่นี้ก็ยังแทบจะไม่มีเสียงดังลอดเข้ามาให้ได้ยิน ถึงแม้ตัวรถทดสอบจะเป็นรถ Mitsubishi Lancer EX-GT 2.0 ที่มีการเก็บเสียงด้อยกว่ารถยุโรปก็ตาม อัตราการยึดเกาะอยู่ในระดับที่ดี ส่งถ่ายแรงยึดเกาะได้สมบูรณ์แม้ในระดับความเร็วที่เพิ่มขึ้นก็ยังสามารถ ควบคุมรถทดสอบที่ใส่ยางรุ่นนี้ได้อย่างสบาย





ช่วงทดสอบที่สอง เป็นการทดสอบการวิ่งของยางรุ่น Eagle F1 Directional 5 บนตัวรถ Mitsubishi Lancer EX-GT 2.0 ท่ามกลางสภาพของแทรคที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ซึ่งเป็นการจำลองสภาพเส้นทางจากการใช้งานจริงที่ยางจะต้องเจอเมื่อพบกับ สภาวะฝนตกและมีน้ำปกคลุมผิวการจราจร อาการของการเหินน้ำแทบไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่น้อยเมื่อต้องขับเข้าสู่ทางตรง ของสนามแข่งรถแก่งกระจานที่ถูกพ่นน้ำเอาไว้จนเจิ่งนอง การเบรคอย่างเต็มกำลังในสภาพผิวทางที่เปียกชื้นก็ยังทำตัวเลขระยะทางของการ เบรคได้ดีแทบไม่แตกต่างกับการเบรคในสภาวะปกติ ตัวรถยังคงมีอาการที่มั่นคงถึงแม้ระบบป้องกันล้อล็อค ABS กับระบบช่วยเสริมแรงเบรค EBD ของรถ Mitsubishi Lancer EX-GT 2.0 จะต้องทำงานอย่างหนักกับการขับขี่ทดสอบในครั้งนี้ก็ตาม งานวิศวกรรมโครงสร้างที่แข็งแกร่งของยาง รุ่น Eagle F1 Directional 5 จาก Goodyear ยังใช้แก้มยางที่เสริมด้วยเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์แทนการเสริมด้วยขดลวดแบบเก่า ทำให้การบิดตัวลดลงและส่งผลไปถึงการควบคุมที่ง่ายดายขึ้นต่อทุกสภาพเส้นทาง





หลังจากทดสอบการรีดน้ำและระยะทางในการเบรคกับผิวแทรคที่เปียกชุ่ม ผ่านไป สถานีทดสอบต่อไปทีมเจ้าหน้าที่ของ Goodyear ได้จัดตั้งกรวยยางบนรูปแบบการขับขี่ยิมคาน่า เพื่อทดสอบการบิดตัวของแก้มยางเมื่อต้องหักพวงมาลัยหลบกรวยยางที่ตั้งเรียง รายบนระยะทางกว่า 100 เมตร การทดสอบในช่วงนี้พบว่าพวงมาลัยของรถทดสอบ Mitsubishi Lancer EX-GT 2.0 ซึ่งใช้กลไกการบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้าให้ผลการขับขี่ที่ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เนื่องจากระยะการหมุนอย่างเต็มกำลังของพวงมาลัยส่งผลไปยังระบบเพาเวอร์ที่ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทำให้ต้องทำงานอย่างหนัก จนระบบไม่สามารถตอบสนองต่อความเร็วในขณะที่หักพวงมาลัย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากกลไกของชุดเพาเวอร์ไฟฟ้าบนตัวรถ Lancer EX-GT 2.0 แต่สภาวะของการยึดเกาะรวมถึงการเบรคบนยางรุ่นใหม่ Eagle F1 Directional 5 ยังคงมีตัวเลขที่รับได้ หากสถานีทดสอบนี้ใช้รถ BMW Series 3 หรือ Audi TT ในการทดสอบ ผลลัพธ์ก็น่าจะมีตัวเลขที่ดีกว่านี้ เห็นได้ชัดจากสื่อมวลชนที่ร่วมลงทำการทดสอบใน Station นี้ที่มักจะชนกับกรวยยางท้ายๆกันแทบทุกคน จากสาเหตุของระบบพวงมาลัยในรถ Lancer EX-GT





ช่วงทดสอบยาง Eagle F1 Directional 5 ในภาคเช้าเสร็จสิ้นลงแล้ว ตามด้วยการถามตอบปัญหาระหว่างการขับขี่ทดสอบรวมถึงชี้ให้เห็นถึงขั้นตอนใน การพัฒนา ทดสอบประสิทธิภาพและประเมินผลในระหว่างการใช้งานของยางทั้งสองรุ่นจากวิศวกร ชาวออสเตรียของ Goodyear ซึ่งชี้ให้เห็นถึงเทคโนโลยี Sport Grip บนหน้ายางรุ่น Eagle F1 Directional 5 ด้วยการผสมผสานของเส้นดอกยางส่วนกลางที่หนาขึ้น ดอกยางด้านข้างที่ต่อเนื่องด้วยวัสดุโพลิเมอร์กับสารประกอบแบบเดียวกันกับ ที่ใช้งานในยางรถแข่ง การออกแบบไหล่ยางแบบปิดทำให้ลายดอกยางมีความลึกเพิ่มขึ้น ช่วยลดแรงต้านกับผิวถนนและส่งผลไปถึงเสียงรบกวนที่ลดลง ยืดอายุใช้งานได้นานถึง 70,000 กิโลเมตร จากการทดสอบอย่างหนักทั้งในห้องปฏิบัติการณ์พิเศษและในการทดสอบวิ่งใช้งาน จริงทั่วโลก ร่องดอกยางของรุ่น Eagle F1 Directional 5มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม ช่วยกระจายแรงบิดและเพิ่มผิวสัมผัสกับพื้นถนน ส่วนผสมของยางยังช่วยลดการสึกหรอซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนภายในศูนย์ทดสอบของ Goodyear ที่ประเทศลักเซมเบิร์ก ยาง Goodyear รุ่น Eagle F1 Directional 5 มีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 195/50/R15 ไปจนถึง 245/40/R19





ส่วนยางรุ่น Eagle F1 Asymmetic 2 ที่ออกแบบให้สามารถลดระยะทางของการเบรคบนถนนที่เปียกชื้น ซึ่งช่วยลดระยะทางได้ถึง 3 เมตรนั้น เกิดจากการมุ่งมั่นพัฒนายางสมรรถนะสูงสำหรับสภาพถนนที่ชุ่มนองไปด้วยน้ำหรือ มีน้ำขังอยู่ในผิวถนน เทคโนโลยี Active Braking ที่ออกแบบให้หน้ายางสามารถลดระยะทางเมื่อเบรคแบบเต็มกำลังลงได้ถึง 3 เมตรบนถนนที่เปียกชื้น และลดลงเหลือเพียง 2 เมตรบนสภาวะพื้นถนนแบบปกติเมื่อเปรียบเทียบกับยางคู่แข่ง (ตัวเลขดังกล่าวเกิดจากการทดสอบระหว่าง Eagle F1 Asymmetic 2 กับยางของคู่แข่งอีกสองยี่ห้อ ยางรุ่น Eagle F1 Asymmetic 2ยังได้รับการรับรองจากสถาบันการทดสอบอิสระ TUVSUD โดยทำการทดสอบในประเทศฝรั่งเศสและเยอรมันในเดือนธันวาคมปีคศ 2010 จากตัวเลขเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับยางยี่ห้ออื่น ระยะหยุดจากพื้นถนนเปียก จากความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลดลงเหลือ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะหยุุดรถบนสภาพถนนปกติจาก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหลือ 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วัดโดยสถาบันทดสอบยานยนต์ TUV SUD ในเดือนธันวาคมของปีที่แล้ว ยางขนาด 225/40/R19 รถยนต์ที่ใช้ทดสอบ Audi A7 สถานที่ที่ใช้ในการทดสอบ Mireval (ฝรั่งเศส) และ Garching (เยอรมัน) ผลการทดสอบอาจแปรผันไปตามวิธีการขับขี่หรือตามสภาพผิวถนน รวมทั้งตัวรถทดสอบและการดูแลยางที่ถูกวิธี





เทคโนโลยี Active Braking ระบบเบรค 3 มิติ เพิ่มการสัมผัสผิวหน้ายางกับพื้นถนนระหว่างการหยุด ในขณะที่ยางทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆในระหว่างการหยุดรถ แต่วิศวกรของ Goodyear แจ้งว่า ยางรุ่น Eagle F1 Asymmetic 2 ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ สามารถขยายตัวให้เกิดผิวสัมผัสที่มากขึ้นในระหว่างการใช้ห้ามล้อ พื้นผิวของยางรุ่นนี้ที่ขยายตัวได้จะช่วยทำให้เกิดการยึดเกาะในระหว่างการ เบรคมากขึ้น ทำให้ระยะเบรคลดลงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับยางทั่วไป Goodyear Eagle F1 Asymmetic 2 ใช้ชั้นยางและผ้าใบในแนวขวาง เสริมด้วยโครงสร้างแบบสองชั้น ออกแบบให้มีความโค้งถึง 86 องศา การบิดเป็นเกลียวนี้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับยาง ส่วนประกอบของดอกยางแบบใหม่ล่าสุดซึ่งใช้ส่วนผสมของเซริก้า ทำให้การยึดเกาะเพิ่มขึ้น รวมถึงน้ำหนักของยางทั้งเส้นในรุ่นนี้ยังลดลงอีกด้วย ยาง Goodyear Eagle F1 Asymmetic 2 มีขนาดให้เลือกมากมายจุใจตั้งแต่ขนาด 215/45/R17 ไปจนถึงขนาด225/35/R19 88Y.