วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

NISSAN เปิดตัว NEW ECO-CAR ALMERA

Pic_207557
รถยนต์ Eco-Car 4 ประตูคันแรกในประเทศไทย เริ่มต้นแผนธุรกิจใหม่ของ Nissan มาแล้วจ้า...

วัน ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ 2554 : บริษัท Nissan Motor Thailand Co.ltd เปิดตัว Nissan Almera และจากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่นี้ Nissan Motor Thailand Co.ltd จะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ Eco-Car 4 ประตู ภายใต้เงื่อนไขโครงการ Eco-Car ของรัฐบาลรายแรกในประเทศไทย ปีที่ผ่านมา Nissan ประสบความสำเร็จในการแนะนำรถ Nissan March ซึ่งเป็นรถยนต์ Eco-Car คันแรกในแบบแฮทช์แบค Nissan มุ่งหวังในการเป็นผู้นำตลาดในเซ็กเมนต์รถยนต์ Eco-Car ในประเทศไทย โดย Nissan Almera จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่แนะนำสู่ตลาดภายใต้แผนธุรกิจ Nissan Power Up 2016 ที่ประกาศไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา




"ภูมิภาค อาเซียนเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของความสำเร็จของ Nissan ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย ถือเป็นตลาดหลักและฐานยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค" มร.โทชิยูกิ ชิกะ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท Nissan Motor Co.ltd กล่าว ณ วันเปิดตัว "การเปิดตัวรถยนต์ Nissan Almera ที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมในวันนี้ คือการแสดงพันธสัญญาของเราที่มีต่อประเทศไทย" มร. ชิกะ กล่าวเสริม




ด้วย รูปลักษณ์ภายนอกที่มีสไตล์ ห้องโดยสารภายในที่กว้างขวางมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ประเภท Sub Compact ในตลาด พร้อมความสะดวกสบายที่เหนือระดับ และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Nissan Pure Drive ที่ติดตั้งใน Nissan Almera ใหม่ เพื่อเป็นการมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นให้กับลูกค้าทุก คน โดยรถยนต์รุ่นนี้เป็นรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้โครงการ Eco-Car ที่ริเริ่มโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรม และมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานข้อบังคับของรถยนต์ Eco-Car ทุกประการ




Nissan Almera มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 79 แรงม้า (ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 106 นิวตัน-เมตร) มีให้เลือกทั้งระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีดและระบบเกียร์อัจฉริยะ XTRONIC-CVT นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าระบบ Idling stop ซึ่งคุณลักษณะทั้งหมดนี้ช่วยให้รถยนต์รุ่นนี้ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวล ปล่อยไอเสียต่ำ และประหยัดน้ำมันมากถึง 20 กม./ลิตร Almera สร้างขึ้นบนโครงสร้าง V-platform ซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง ช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น โดยรถรุ่นนี้นับเป็นรุ่นที่สองหลังจาก Nissan March ที่สร้างขึ้นบนโครงสร้างนี้




Nissan March คือ รถยนต์ Eco-Car คันแรกในประเทศไทย เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายในปีแรกจำนวน 28,000 คัน ซึ่งเป็นยอดขายที่สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ในตอนเริ่มต้นเป็นอย่างมาก และเพียง 1 ปีครึ่ง ยอดจองได้พุ่งขึ้นมากกว่า 50,000 คันแล้ว และยังได้รับรางวัลรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งปี และรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1.2 ลิตร ในปี 2553 การเปิดตัว Nissan Almera ใหม่ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ Nissan ในฐานะผู้นำด้านรถยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือ Eco-Car ในประเทศไทย รถยนต์รุ่นนี้จะมีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นแผนธุรกิจใหม่ของ Nissan มร.โทรุ ฮาเซกาวา ประธานบริษัท Nissan Motor Thailand Co.ltd กล่าวหลังจากความสำเร็จของ Nissan March ในปีที่ผ่านมา New Nissan Almera จะเป็นรถยนต์คุณภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Nissan เราเชื่อมั่นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มองหารถยนต์นั่งที่มีระดับ ขนาดใหญ่ กว้างขวาง แต่ประหยัดน้ำมัน เพื่อการใช้งานประจำวัน ยิ่งกว่านั้น Nissan Almera ยังมีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำอีกด้วย โดยสรุป คือ รถยนต์รุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับผู้ซื้อรถยนต์เป็นคันแรก หรือสำหรับเป็นรถยนต์อีกคันหนึ่งในครอบครัว

Nissan Almera ผลิต ณ โรงงานสมุทรปราการ ประเทศไทย มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่น 6 สี ด้วยราคาที่น่าสนใจ เริ่มเปิดรับจองและจำหน่ายที่ผู้แทนจำหน่าย Nissan Almera ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม เป็นต้นไป.

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Porsche Parade Southeast Asia 2011

Pic_207226
ชมรมผู้ใช้รถสปอร์ต และลูกค้าของ Porsche ร่วมการเฉลิมฉลองกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตในช่วงวันหยุด สมาชิกชมรมรถยนต์ Porsche จากทั่วภูมิภาคเข้าร่วมกิจกรรมขับขี่รถในงาน Porsche Parade Southeast Asia 2011...

สิงคโปร์- ผู้หลงใหลใน Porsche กว่า 270 คน และรถยนต์ Porsche กว่า 115 คัน รวมไปถึงรถรุ่นที่หายากอย่าง Porsche 356 Speedster จากปี 1955 และ 356 คูเป้ จากปี 1963 ต่างพากันเข้าร่วมกิจกรรม Porsche Parade Southeast Asia 2011 นี้ กิจกรรมมีทั้งหมด 5 วันด้วยกัน โดยเริ่มจากวันที่ 21 กันยายน 2011 ที่ผ่านมา กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยชมรมรถยนต์ Porsche แห่งประเทศสิงคโปร์ (Porsche Club Singapore) บริษัท สตุ้ดการ์ด ออโต้ (Stuttgart Auto), บริษัท ซิมดาบี้ ออโต้ เพอร์ฟอร์แมน (Sime Darby Auto Performance) และ ปอร์เช่ เอเซีย แปซิฟิค (Porsche Asia Pacific) ซึ่งเป็นกิจกรรมการขับขี่รถ Porsche ที่มีระยะทางไกลถึง 1,100 กิโลเมตร จากมาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์ เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในการชมการแข่งขันสุดยอดมอเตอร์สปอร์ตอย่าง Porsche SC Global Carrera Cup Asia – Singapore 2011 ที่เป็นรายการการแข่งขันสนับสนุนการแข่งขันระดับโลกอย่าง 2011 FIA FORMULA 1 SINGTEL SINGAPORE GRAND PRIX ที่สิงคโปร์ กิจกรรมนี้ได้รวบรวมสมาชิกชมรมรถยนต์และลูกค้า Porsche จากอินโดนีเซีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน ที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้กว่า 146 คน และแขกผู้มีเกียรติจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 127 คน


Porsche เกือบทุกรุ่นได้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 911 รุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ตลอดกาลสำหรับ Porsche ตั้งแต่รุ่นแรกๆ ในทศวรรษที่ 70 เรื่อยมา ต่างพากันเข้าร่วมอย่างเนื่องแน่น อาทิ 911 GT2, 911 GT3, 911 GT3 RS จนกระทั่งรุ่น Cayenne รุ่น Panamera รวมไปถึงรถยนต์สปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางอย่าง Boxster และ Cayman ก็เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น Porsche ยังสร้างความยิ่งใหญ่อลังการให้กับกิจกรรมครั้งนี้ ด้วยการนำรถยนต์สปอร์ตรุ่นพิเศษที่เป็นประวัติศาสตร์จากพิพิธภัณฑ์ Porsche ที่เมืองสตุดการ์ด ประเทศเยอรมนีมาร่วมแสดงโชว์เพื่อสะกดทุกสายตาในงานนี้อีกด้วย คือ Porsche 356 Speedster และ 356 Coupe


Antoinette Ang ประธานชมรมรถยนต์ Porsche แห่งประเทศสิงคโปร์ กล่าวอย่างชื่นชมว่า “กิจกรรมนี้ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ และดีใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นการรวมตัวของเจ้าของรถยนต์ Porsche เพื่อร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยรวมแล้วกิจกรรมนี้ คือ สิ่งที่บ่งบอกให้รู้ว่า เจ้าของรถยนต์สปอร์ตไม่ใช่แค่เพียงการซื้อรถ Porsche แล้วจบไปเท่านั้น หากแต่เป็นการซื้อกิจกรรมยามว่างในแบบของ Porsche และเป็นกิจกรรมที่ทำให้เจ้าของรถยนต์ Porsche ได้กลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว Porsche อย่างแท้จริง


Porsche Parade Southeast Asia – การขับขี่ที่สนุกสนาน กิจกรรม Porsche Parade Southeast Asia เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา และกิจกรรมนี้ คือ การรวมตัวของสมาชิกชมรม Porsche แห่งประเทศสิงคโปร์ และลูกค้าที่จะเริ่มขับขี่ Porsche เป็นขบวนพาเหรดจากสิงคโปร์ เข้าสู่กัวลาลัมเปอร์ จากนั้นเข้าเยี่ยมชม Porsche Centre Bukit Bintang และเป็นสักขีพยานให้กับบริษัท Sime Darby Auto Performance ผู้นำเข้ารถยนต์ Porsche ในประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ในการเปิดตัว Panamera S Hybrid / Panamera Turbo S / 911 GT3 RS 4.0 และ Boxster Spyder ด้วยเช่นกัน จากนั้นขบวนพาเหรดได้เคลื่อนตัวต่อเข้าสู่เมือง Kuantan และพบกับสมาชิกชมรมรถยนต์ Porsche แห่งประเทศมาเลเซีย (Porsche Club Malaysia) เพื่อร่วมกิจกรรมพาเหรดนี้ด้วย จากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้หยุดพักและค้างคืนหนึ่งคืน ก่อนจะเดินทางต่อเพื่อกลับเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์ในวันต่อมา พร้อมทั้งการหยุดพักที่เมือง Mersing ด้วยเช่นกัน



ขบวน Porsche Parade Southeast Asia พาเหรดเข้าสู่สิงคโปร์ในวันที่ 2 ของกิจกรรม Parade Southeast Asia ซึ่งเป็นวันที่สมาชิกชมรมรถยนต์ Porsche ต่างใช้เวลาพักผ่อนและท่องเที่ยวเมืองสิงคโปร์ หลังจากนั้นรถในขบวนได้รับการทำความสะอาดโดย Elite Auto Saloon จากนั้นวันที่ 4 ของกิจกรรมได้เริ่มต้นขึ้นด้วยการจัดกิจกรรมการขับขี่ Porsche ทั่วเมืองสิงคโปร์ หรือ Porsche Singapore Island Drive โดยขบวนพาเหรดได้หยุดพักและเยี่ยมชมจุดสำคัญๆ ของสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญของสิงคโปร์ เริ่มต้นจาก Dempsey Hill และเคลื่อนเข้าสู่ถนน Old Upper Thomson และแวะเยี่ยมชมศูนย์ปอร์เช่สิงคโปร์ตั้งอยู่บนถนน Leng Kee จากนั้นขับเคลื่อนเข้าสู่ถนน Orchard Road ถนนที่เป็นศูนย์กลางของการช้อปปิ้งที่มีความโด่งดังไปทั่วโลก สำหรับการเลือกให้ขบวนพาเหรดขับขี่ไปบนถนน Old Upper Thomson นั้น เพราะถนนสายที่ยืดยาวนี้เคยได้รับการใช้ในการแข่งขัน สิงคโปร์ กรังด์ปรีซ์ ในทศวรรษที่ 60 จนถึง 70 เลยทีเดียว จากนั้นกิจกรรมการขับขี่ในวันที่ 4 ได้จบลงที่ Fort Canning เพื่อให้สมาชิกชมรมรถยนต์ Porsche ได้รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน



Porsche SC Global Carrera Cup Asia – สิงคโปร์ 2011 – ประสบการณ์ที่น่าจดจำ จุดเด่นของช่วงวันหยุดนี้คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันระดับโลกอย่าง Porsche SC Global Carrera Cup Asia – Singapore 2011 ซึ่งเป็นรายการการแข่งขันสนับสนุนการแข่งขัน 2011 FIA FORMULA 1 SINGTEL SINGAPORE GRAND PRIX ความทรงจำและประสบการณ์ในมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกที่น่าประทับใจนี้เริ่มต้น ด้วยการร่วมรับประทาน Sunday Brunch ร่วมกัน ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่รวมไปถึงแขกต่างๆ ได้มีโอกาสร่วมสัมผัสโลกของความเป็น Porsche อย่างแท้จริง รายการบันเทิงต่างๆ ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อให้ความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงโชว์พิเศษจาก Porsche Design รวมไปถึงการจัดแสดงโชว์ชุดแต่งพิเศษจาก Porsche Exclusive และ Tequipment ด้วยเช่นกัน ต่อจากการร่วมรับประทาน Sunday brunch แล้วแขกผู้มีเกียรติ จึงทำการเคลื่อนย้ายเข้าสู่สนามแข่งมารีน่า เบย์ (Marina Bay Circuit) เพื่อเข้าร่วมประสบการณ์ที่น่าจดจำด้วยการนั่งรถแข่ง Porsche 911 GT3 Cup ที่ขับโดยผู้ขับขี่และนักแข่งระดับโลกถึง 26 ท่าน ถึง 12 รอบสนามแบบไม่หยุดเลยทีเดียว กิจกรรม Porsche Parade Southeast Asia ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการโดยชมรมรถยนต์ Porsche สิงคโปร์ บริษัท สตุ้ดการ์ด ออโต้ บริษัท Sime Darby Auto Performance และ Porsche Asia Pacific Pte Ltd. ไม่เพียงเท่านี้ Michelin และ Mobil 1 ก็ร่วมให้การสนับสนุนกิจกรรมนี้ด้วยเช่นกัน




Michelin และ Porsche ได้ทำงานร่วมกันในกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตตั้งแต่ปี 1961 และส่งผลให้เกิดการพัฒนายางที่มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนายางที่มีความปลอดภัยและช่วยการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอีก ด้วย กิจกรรมการแข่งขันรถที่ได้รับการสนับสนุนจาก Porsche นั้นมีหลายรายการ ตั้งแต่การแข่งขันรถระดับโลกอย่าง Le Mans 24 Hours การแข่งขัน IMSA GT3 challenge และ Porsche Sports Cup ซึ่งการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและหลายรูปแบบนี้เองที่ทำให้เกิดการสร้าง นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างสรรค์ยางที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพชั้นเยี่ยม และเกิดจากเทคโนโลยีชั้นนำด้วยเช่นกัน Michelin คือ องค์กรที่มีพนักงานกว่า 111,090 คน และมีที่ตั้งอยู่ถึง 170 ประเทศทั่วโลก Michelin ได้กลายมาเป็นผู้นำในการผลิตยางทั่วโลก Mobil 1 และ Porsche ได้กลายมาเป็นพันธมิตรร่วมกันตั้งแต่ปี 1996 และด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการทำการวิจัยและพัฒนานี้ ทำให้เครื่องยนต์ Porsche ใหม่ๆ ทุกเครื่องยนต์ใช้น้ำมันหล่อลื่นของ Mobil 1 น้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูง และด้วยศักยภาพที่ดีเยี่ยมของน้ำมันหล่อลื่นนี้เองที่ทำให้เครื่องยนต์ของ Porsche สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมือนเครื่องยนต์ใหม่.


วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เชฟโรเลตเปิดตัวโคโลราโดใหม่

เปิดตัวเชฟโรเลตโคโลราโด ทั้งเกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ เคาะราคา 5.37-8.08 แสนบาท
มาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการ ประจำประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดตัวเชฟโรเลต โคโลราโด อย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นรถกระบะรุ่นใหม่ที่มาพร้อมความแข็งแกร่งที่สุด ทรงพลังที่สุด และการออกแบบที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของเชฟโรเลต

เชฟโรเลตโคโลราโด
ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาของโครงการพัฒนารถกระบะโคโลราโด ใหม่ ใช้เงินลงทุนมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท และใช้เวลาในการพัฒนากว่า 5 ปี โดยได้รับการพัฒนาใน 5 ทวีปเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้ามากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก
โคโลราโด ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่า อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้น พร้อมมอบความคุ้มค่ามากกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ภายในห้องโดยสารและรูปลักษณ์ภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ทั้งคันโดยสมบูรณ์ โครงการรถกระบะโคโลราโด ถือเป็นการเริ่มต้นโครงการพัฒนารถกระบะขนาดกลางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดใน ประวัติศาสตร์ของเชฟโรเลต
สำหรับในประเทศไทย เชฟโรเลต เปิดตัวโคโลราโด รุ่นใหม่ออกจำหน่ายทั้งหมด 26 รุ่นย่อย แตกต่างที่เครื่องยนต์ ห้องโดยสาร และความสูงของรถทั้งแบบธรรมดาและยกสูง พร้อมกับรูปแบบตัวถังแบบซิงเกิลแค็บ เอ็กซ์เทนเดด-แค็บ และครูว์-แค็บ รวมถึงตัวถังแบบกว้าง และแบบปกติ ตลอดจนระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ 
ขณะที่ตัวรถติดตั้งขุมพลังดูราแม็กซ์ ดีเซล เทอร์โบ รุ่นใหม่ล่าสุด มีให้เลือก 2 ขนาดซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับรุ่น ถือเป็นการผสมผสานอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างสมรรถนะ และความประหยัดเหนือกว่ารถกระบะในระดับเดียวกัน ซึ่งเครื่องยนต์ทำการผลิตโดยศูนย์การผลิตเครื่องยนต์ดีเซลมูลค่า 6,000 ล้านบาท (200 ล้านเหรียญฯ) ที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการของจีเอ็ม ประเทศไทย
ขุมพลังขับเคลื่อน ติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบดีเซล รุ่นใหม่ล่าสุดของจีเอ็ม ผสมผสานสมรรถนะสูงสุดและความประหยัดน้ำมันเหนือชั้น ด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ขนาด 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร ในรุ่น 2.8 ลิตรนั้น ติดตั้งเทอร์โบแปรผันเพื่อสร้างพละกำลัง และความประหยัดในทุกรอบเครื่องยนต์ พร้อมติดตั้งเพลาถ่วงสมดุลย์เพื่อการขับขี่ที่ลื่นไหลนุ่มนวล โดยเครื่องยนต์มีชิ้นส่วนที่รองรับการใช้งานได้ระยะทางสูงถึง 2.4 แสนกิโลเมตร
เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 2.8 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตรสำหรับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และแรงบิด 440 นิวตัน-เมตรสำหรับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ขณะที่เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ดีเซล เทอร์โบ ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร
“เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ประเทศไทย จะเป็นประเทศแรกในโลกที่เปิดตัวโคโลราโด รุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นโครงการพัฒนารถกระบะขนาดกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีเอ็ม นี่คือ รถกระบะพันธุ์แกร่งที่ผลิตโดยคนไทย เพื่อคนไทย เป็นรถกระบะแห่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย”   
ขณะเดียวกัน โคโลราโด ใหม่ยังเป็นรถกระบะที่ปลอดภัยที่สุด โดยผ่านการพัฒนาอย่างเข้มข้นให้เทียบระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในทุก ประเทศที่จำหน่าย โดยระบบความปลอดภัยเพียบพร้อม ทั้งระบบควบคุมเสถียรภาพ ระบบป้องกันล้อล็อก พร้อมระบบกระจายแรงเบรก ระบบป้องกันการลื่นไถล ระบบรักษาสมดุลขณะเบรกในโค้ง รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้า
ทั้งนี้ เชฟโรเลตได้ประกาศราคาจำหน่ายสำหรับรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรออกมาที่ 5.37-8.08 แสนบาท ขณะที่ราคาของรุ่นเครื่องยนต์ 2.8 ลิตรยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โตโยต้าจับวีออสแต่งทีอาร์ดี

โตโยต้าจับวีออสแต่งทีอาร์ดี 4,200 คัน พร้อมชุดแต่งทีอาร์ดี สปอร์ติโวรอบคัน วางราคาจำหน่าย 6.19 แสนบาท

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เดินหน้าฉลองกิจกรรมวีออส วีเลิฟอย่างต่อเนื่อง หลังจากเปิดโครงการในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมกระจายไออุ่นด้วยการกอดบุญ และกิจกรรมช้อปปิ้งฟรีวีออสจ่ายให้

ออสแต่งทีอาร์ดี
ล่าสุด บริษัทได้เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถยนต์สไตล์สปอร์ต ด้วยการแนะนำโตโยต้า วีออส ทีอาร์ดี สปอร์ติโว ที่มาพร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคันทั้งภายนอกและภายใน จำนวนจำกัด เพียงแค่ 4,200 คัน เท่านั้น

วีออส ทีอาร์ดี สปอร์ติโว ใหม่ มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง และสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก โคมไฟหน้าแบบสโมก โครม พร้อมล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 15 นิ้ว พร้อมยางขนาด 185/60/R15 และปลายท่อไอเสียสแตนเลส
ภายในหรูหราในสไตล์สปอร์ตด้วยพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง เย็บด้ายแดง ฐานเกียร์ แผงคอนโซลกลางและที่วางแขนหุ้มลายเคฟลาสีแดง เบาะหนังและผ้าพร้อมโลโก้ พร้อมพรมปูพื้นลายพิเศษ และเครื่องเสียง 2 ดินพร้อมจอระบบสัมผัส และช่องเสียบอุปกรณ์

มีให้เลือกสปอร์ตเร้าใจ กับสีภายนอก 2 สี ได้แก่ สีขาวและสีเงิน วางราคาจำหน่าย 6.19 แสนบาท รวมเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยวางจำหน่ายที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 331 แห่งทั่วประเทศแล้ววันนี้

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Camry Hybrid Extremo

Pic_206372
บริษัท Toyota Motor Thailand Co,ltd. แนะนำยนตรกรรมประหยัดพลังงาน Camry Hybrid Extremo รถยนต์ไฮบริดซีดานรุ่นแรก ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย...

เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ ลูกค้า ที่ชื่นชอบรถยนต์ไฮบริดที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ พร้อมเอกลักษณ์เฉพาะตัว ค่ายสามห่วงจึงได้แนะนำรถยนต์ Toyota Camry Hybrid Extremo เทคโนโลยีการขับเคลื่อนล่าสุดที่ผสมความหรูหราระดับผู้นำ เพิ่มอารมณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ตด้วยชุดแต่งรอบคัน และผลิตออกจำหน่ายในรูปแบบลิมิเต็ด อิดิชั่นเพียงแค่ 1,600 คันเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงบน Toyota Camry Hybrid มีอยู่หลายตำแหน่ง เช่น



-ล้ออลูมินัมอัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 215/60/r16

-สปอยเลอร์หน้า-หลัง สเกิร์ตข้าง ออกแบบใหม่

-ห้อง โดยสารตกแต่งใหม่ เน้นภาพลักษณ์ของโทนสีที่เคร่งขรึม เบาะหนังแท้สีดำ แผงประตู คอนโซลกลาง หุ้มหนังแท้สีดำ พวงมาลัยลายไม้ หัวเกียร์หุ้มหนังแท้

-สีตัวถังแบบใหม่ มีให้เลือกสามสีเช่น Light Blue Mica / White Pearl / Black Mica

เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าใน Toyota Camry Hybrid Extremo

-เครื่อง ยนต์เบนซิน 4 กระบอกสูบ Atkinson Cycle รหัส 2 AZ-FXE ปริมาตรความจุ 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ที่ ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 187 นิวตันเมตรที่ 4,200 รอบต่อนาที
-มอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสุงสุด 105 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร
-เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อทำงานร่วมแกนกัน จะมีแรงม้าสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ ในย่านรอบเครื่องยนต์ 6500 รอบต่อนาที

ระบบให้ความบันเทิงใน Toyota Camry Hybrid Extremo

-เครื่องเล่น DVD/CD/MP3 -วิทยุ FM/AM แบบจอ Multi-function Touchscreen ลำโพงคุณภาพสูง 6 ทิศทาง

-ระบบความปลอดภัยของ Toyota Camry Hybrid Extremo

ระบบ ส่องสว่างไฟหน้าแบบ HID ใช้มอเตอร์ปรับมุมลำแสงเมื่อขับเข้าสู่ทางโค้งแบบอัตโนมัติ ระบบจัดการรวมไดนามิคของตัวรถ VDIM ควบคุมการทำงานของระบบเสริมความปลอดภัยต่างๆ ในรถยนต์ที่เคยทำงานแยกกัน ให้มาทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC ระบบควบคุมการทรงตัว VSC ระบบบังคับเลี้ยว-พวงมาลัยไฟฟ้า EPS- Electronic Power Steering ระบบเสริมการเบรก ECB II Electronic Brake Control เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการเบรก และจะมีการชาร์จไฟกลับเข้ามาเก็บไว้ที่แบตเตอรี่ Hybrid นำพลังงานที่สูญเปล่ากลับมาใช้ประโยชน์อีกทางหนึ่งหรือ Re-Entry Brake System.

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Chevrolet Cruze 1.8 LTZ ความหรูหราที่สุดแห่งคอมแพ้คคาร์ที่ยากจะลืมลง

ทุกวันนี้แม้เราจะไม่ สามารถปฏิเสธได้ว่าราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นล้วนมีผลต่อ การตัดสินใจซื้อรถยนต์รุ่นใหม่ของคนที่กำลังมองหารถคันใหม่ ทำให้รถยนต์กลุ่มใหม่อย่างซิตี้คาร์นั้นถูกมองว่าเป็นพระเอกหน้าใหม่แทนที่ รถคอมแพ็คคาร์ที่กินตลาดมานานนับ 10 ปี
Chevrolet Cruze 1.8 LTZ

1 ปี ของการวางจำหน่าย chevrolet Cruze ในประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าค่ายรถยนต์รายนี้สามารถตีโจทย์ได้แตก ฉานและวันนี้ในฐานะครบรอบ 1 ปีของคอมแพ็คาร์ที่หลายคนเฝ้าถามหา เราก็ได้มีโอกาสสัมผัสรถรุ่นนี้ที่หลายคนอาจจะยังมีหลายคำถามในใจ
Chevrolet Cruze นั้นับว่าเป็นการสร้างจุดขายใหม่ให้กับตลาดรถยนต์คอมแพ็คคาร์อย่างแท้จริง หลังจากที่หลายค่ายรถยนต์นั้นต่างเทกระจาดไปทางด้านความสปอร์ตหรือบ้างก็ มุ่งเน้นดีไซน์ที่เตะตาจนหลายคนหลงใหล แต่ Cruze นั้นให้ความประทับใจตั้งแต่แรกในแบบความหรูหราเห็นที่วันนี้เราได้นำรุ่น 1.8 LTZ มาเค้นกันอย่างสุดเหวี่ยง

รูปหล่อเน้นๆ ในแบบอเมริกัน

หากพูดถึงรถยนต์ที่มีอยุ่มากมายในโลกรถยนต์สายพันธ์อเมริกันนั้น นับว่าเป็นรถยนต์ที่ได้รับการกล่าวขานอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะความหรูหราที่เต็มเปี่ยมมาตั้งแต่ใบหน้าที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ชัดเจน ตามแนวทางของค่ายโบว์ไทน
ดวงตาที่โค้งมลสะบัดขนตาไปด้านข้างนั้นทำให้เรารู้สึกว่า Cruze นั้นพยายามตอกย้ำในความเป็นอเมริกันคาร์มากขึ้นกว่าในรุ่นก่อน ด้วยการให้เส้นสายความหรูหราไปพร้อมกันทางด้านข้างเติมเส้นสายให้ดูสปอร์ต เล็กน้อย เช่นเดียวกับไฟท้ายที่ดูโฉบเฉี่ยวแม้จะออกแนวคล้ายกับรถยนต์บ้างรุ่นที่มี อยู่ในตลาด แต่เมื่อมองโดยรวมแล้วจะชัดเจนว่ารถคันนี้มาพร้อมความงามสง่าสไตล์อเมริกัน อย่างแท้จริง
เส้นสายที่สะดุดตาลงตัวกับหลากเทคโนโลยีที่ให้มาเพิ่มความสะดวกสบาย ที่มุ่งเน้นความทันสมัยทางด้านการขับขี่เหนือชั้นที่คุณมักไม่พบในรถยนต์ กลุ่มนี้ โดยเฉพาะไฟหน้าที่สามารถเปิด-ปิดได้อัตโนมัติ เช่นเดียวกับใบปัดน้ำฝนที่สามารถปัดได้เองเมื่อสายฝนโปรยปรายลงมา คงไม่แปลกที่เราจะบอกว่านี่เป็นความหรูหราตัวจริง
Chevrolet Cruze 1.8 LTZ

ภายในหรูหราเน้นความทันสมัย

ความประทับใจภายนอกของ Cruze นั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับภายในที่ยังสื่อสารความหรูหราเต็มพิกัด โดยในรุ่นที่เราได้นำมาทดสอบครั้งนี้เป็นรุ่น 1.8 LTZ ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดของ 1.8 ลิตรแต่เป็นรุ่นรองท็อบในกลุ่ม Chevrolet Cruze ทั้งหมด ที่ต่อท้ายมาจากเครื่องยนต์ 2.0 ดีเซล แต่จะว่าไปออพชั่นภายในโดยรวมไม่ต่างกัน
Chevrolet Cruze 1.8 LTZ
การออกแบบภายใน chevrolet Cruze สามารถรับรู้ได้เลยว่า GM ต้องการนำเสนอความหรูหราที่เหนือชั้นไปอีกระดับมาพร้อมความทันสมัยตั้งเริ่ม สัมผัสประตูกุญแจรีโมทก็ให้ความสะดวกสบายที่จำง่ายเพียงเดินเข้าไปแล้วดึง ประตูพร้อมกุญแจรีโมทก็สามารถก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารได้อย่างสบาย ไม่ต้องมาไขอะไรให้ยุ่งยาก
เมื่อก้าวเข้าสุ่ห้องโดยสารเราจะรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากความหรูหราที่ในรถ รุ่น LTZ เบาะทั้งหมดนี้มาเป็นหนังด้วยสีดำตัดกันกับสีน้ำตาลส้ม ให้ความแปลกกว่ารถรุ่นอื่นๆในตลาด แต่ในความแปลกนี้ก็ให้ความลงตัวจากการออกแบบสไตล์ Dual cockpit ที่แฝงความสปอร์ตไว้ด้วยพวงมาลัย 3 ก้านมัลติฟังชั่น ที่ฟังชั่นควบคุมเครื่องเสียงและระบบ Cruise Control
ตรงหน้าคนขับเป็นเรือนไมล์แบบสปอร์ตที่ผสมความหรู้เรืองแสงสีฟ้าสวยงาม ตั้งแต่ Star เครื่องด้วยปุ่มสตารืที่วางไว้ด้านซ้ายของคนขับ ส่วนตรงกลางคอนโซลนั้นเป็นเครื่องเสียงที่ไว้ขับกล่อมและถัดลงมาเป็นระบบ ปรับอากาศอัตโนมัตที่สัมผัสเดียวก็เย็นสบายทั่วห้องโดยสาร

สมรรถนะเป็นเยี่ยมที่มาพร้อมความสะดวกสบาย
หลังสำรวจสิ่งต่างละอันพันละน้อยเสร้จเราก็ได้เวลาออกรถจากสำนักงานใหญ่ ของ chevrolet และบทพิสูจน์แรกคือความคล่องตัว โดยเฉพาะอาคารจอดรถที่นี้อาจจะไม่แคบแบบปราบเซียน แต่ด้วยความที่รถเยอะทำให้การขับขี่ Cruze กว่าจะหลุดพ้นนี้ต้องใช้เวลากันสักพักใหญ่เลยทีเดียว
Chevrolet Cruze 1.8 LTZ
Cruze ผ่านการทดสอบนี้ด้วยความคล่องตัวที่กระฉับกระเฉงแม้ต้องยอมรับว่า รถนั้นออกแนวเหมือนรถหรูค่อนข้างมาก โดยเฉพาะรอบเดินเบาในความเร็ว Walking Speed ของเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร นั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแต่อาจจะดูแล้วไม่กระฉับกระเฉงมากนัก ทำให้เรารู้สึกว่า การขับ Cruze นั้นสื่อสารออกมาในตัวตนความหรูที่ชัดเจนพอตัวเลยทีเดียว
ในที่สุดหลังผ่าน 7 ชั้นอรหันต์ตึกรสา ที่มั่นของค่ายโบว์ไทน ก็มาผจญต่อกับการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินที่ยังสาหัสเหมือนเดิมไม่เคย เปลี่ยนแปลง การขับออกถนนใหญานี้เราใช้ตำแหน่งเกียร์ D ปกติในการขับรถ ซึ่ง Cruze ให้อัตราเร่งที่ถือว่าใช้ได้ แต่หากจะให้เร้าใจนั้นจำเป็นต้องเค้นกันเสียหน่อย แต่หากหวังที่จะต้องเจอความแรงแบบหลังติดเบาะนั้นอาจจะต้องผิดหวังเล็กน้อย เพราะรถคันนี้เร่งเรื่อยๆแบบรถผู้ดี แต่ยังได้ดั่งใจและนิ่มนวล
บนเส้นทางในเมืองนั้นเมื่อขับตามที่ปถุชนคนใช้รถน่าจะขับกันนั้น เราพบว่า Chevrolet Cruze นั้นค่อนข้างมีอัตราประหยัดน้ำที่ออกแนวรับประทาานเล็กน้อย เมื่อมองดูทริปคอมพิวเตอร์ตรงหน้า มันยืนยันว่า 1 ลิตรไปได้เพียง 10.2 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของรถยนต์เครื่องยนต์ 1800 ซีซี

Cruze ใช้ Cruise รับรองได้ประหยัดจริง

เช้าวันใหม่เราได้ฤกษ์เดินทางออกพิสูจน์สมรรถนะของ Cruze กันอีกครั้งที่แมทช์นี้ปลายทางเราคือทะเลงามหาดทรายสวยยังคงล่องใต้ไปยัง "ชะอำ" ที่เส้นทางแบบ 3 เลน ตลอดทางน่าจะโชว์สมรรถนะการขับขี่ให้เราได้กระจ่างกันมากขึ้น
เราขับ Chevrolet Cruze ด้วยความเร็วเดินทางโดยเหมาเอาว่า 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ 1800 ซีซี และสภาพถนน 3 เลน เกือบตลอดทาง บางครั้งความเร็วขนาดนี้ก็ยอมรับว่าน่าเบื่อแต่เราก็ไม่ลืมที่จะกด คอมพิวเตอร์ที่พบว่า cruze ทำอัตราประหยัดได้ประมาณ 13.5 กิโลเมตรต่อลิตรในการขับที่ความเร็วนี้ โดยใช้รอบเครื่องเพียง2100รอบโดยประมาณที่เกียร์ 6 ถือว่าทำได้ไม่เลวทีเดียว
Chevrolet Cruze 1.8 LTZ
ตัวเลขที่นิ่งอยุ่ที่ 13 กิโลเมตรต่อลิตรนั้นพาเราอดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะทำได้ดีกว่านี้หรือไม่ เพราะเป็นแบบนี้ก็อาจจะสอบตก และถือว่าเป็นโจทย์ที่หนักพนาพอตัวของรถเครื่อง 1.8 ลิตร ที่มีน้ำหนักตัวราวๆ 1300 กิโลกรัม แม้จะพ่วงด้วยเกียร์ 6 สปีดก็ตามที่ แต่เหลียวซ้ายแลขวา ท่ามกลางความหรูและเสียงเพลงที่ขับกล่อมได้ไพเราะกับลำโพง 6 ตัวนั้น มันก็พาลให้เราอยากจะซนระบบ Cruise control
การใช้ cruise Control นั้นก็จัดวางตำแหน่งได้ดีและสามารถสื่อสารได้ง่าบกับคนขับเพียงเปิดสวิทชืท ี่อยู่ในสุดทางด้านซ้าย ที่จัดทำมาในรูปแบบสวิทช์กดนั้น หลังจากนั้นหากจะล็อคความเร้วก็เพียงกดปุ่มเซทเพียงเท่านี้ความเร็วก็จะถูก ล็อคไว้อย่างคง โดยการยกเลิกนั้นสามารถทำได้ด้วยปุ่มที่พวงมาลัยเช่นกันหรืออาจจะใช้การแตะ เบรคไม่ว่าอะไรก็เป็นการปลดระบบ Cruise Controlทั้งนั้น
ระบบ Cruise control นั้นมีข้อดีที่การล็อคความเร็วที่ และมันช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันได้ และใน Cruze นี้ไม่ต้องแปลกใจถ้าขับไปขับมาแล้ว Trip computer จะโชว์ว่าคุณทำอัตราประหยัดได้สูงสุดถึง 16 กิโลเมตรต่อลิตร เมื่อวิ่งนอกเมือง ทั้งที่ใช้ความเร็วเดินทางปกติเท่าเดิม ไม่ได้คลานไป นี่เป็นเรื่องที่น่าประทับใจอย่างหนึ่งของรถรุ่นนี้

Euro ride ช่วงล่างดีเทียบชั้นรถหรู
การขับขี่บนถนนนั้นเรื่องที่หลายคนมองข้ามแต่ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่า มันสำคัญนั้นคงไม่ใช่อะไรอื่นไกล นอกจากระบบกันสะเทือนหรือที่พวกเรามักเรียกกันว่า "ช่วงล่าง"
Chevrolet Cruze นั้นสืบทอดต่อจากบรรพบุรุษอย่าง optra และช่วงล่างสุดพิเศษตามสไตล์ยุโรปหรือ Euro ride นั้น ก็ได้รับการถ่ายทอดมาทำให้ยิ่งขับยิ่งนึกว่า Cruze เป็นรถหรู ด้วยสไตล์ช่วงล่างแบบแน่นแต่ไม่กระด้าง เน้นความนิ่มนวลในการขับขี่มีการซับแรงกระแทกในระดับที่ถือว่าดีพอสมควร
Chevrolet Cruze 1.8 LTZ
ผ่านออกนอกเมืองเราลองเร่งทำความเร็วในระดับความเร็วสูงเพื่อดูสมรรนะของ รถโดยรวมว่าจะไปได้สักเท่าไร แต่กระทุ้งอย่างไรเราก็ไม่ผ่านที่ 160 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงไปได้เข้าใจว่าทางโบว์ไทน์คงล็อกเอาไว้ ส่วนช่วงล่างนั้นแม้จะเร็วขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ารถคันนี้อยากจะเหินยังเกาะแน่นเหมือนเดิมแถมยังนิ่ง สนิท และค่อนข้างสเถียรมาก ทั้งในยามเปลี่ยนเลน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากระบบ ESP ที่ติดมากับรถช่วยควบคุมการทรงตัวไม่ให้โยน แม้ยามเปลี่ยนเลนกระทันหันก็ตาม ในขณะที่เรื่องการเก็บเสียงห้องโดยสารที่ความเร็วขนาดนี้ยังไม่เสียงลมรอด เข้ามาให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
รวบรัดตัดความ Chevrolet Cruze นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นนิยามใหม่ของคนที่กำลังมองหาคอมแพ็คคาร์ ซึ่งอาจจะไม่อยากขยับขึ้นไปเล่นซีดานขนาดกลาง และกับเจ้า Cruze 1.8 LTZ คันเดียวกันกับที่เราขี่นี้ด้วยสมรรถนะต่างๆออพชั่นเดียวกับรถหรูที่ให้มามันกลับมีราคาเพียง998,000 บาทเท่านั้น แถมยังสบายและคล่องตัวในเมืองอีกต่างหาก

ตารางคะแนนการขับขี่ Chevrolet Cruze 1.8 LTZ


หัวข้อ

คะแนน (เต็ม10)

คำแนะนำและข้อเสนอแนะ

รูปลักษณ์ภายนอก

9.5

เรือนร่างสุดหรูตั้งแต่ภายนอกทำให้น่าประทับใจและสามารถแสดงออกในตัวตน ได้ดีตรงนี้ค่อนข้างจะดูเป้นที่ชืนชอบของใครหลายคนอยู่แล้ว แต่จะติก็ไฟท้ายถ้าดีและฉีกกว่านี้น่าจะดีกว่า

ภายในห้องโดยสาร

9.5

ข้างในห้องโดยสารอัดแน่นอนด้วยเทคโนโลยีแถมยังหรูหราในแบบที่ไม่มีใครทำ ได้เมื่อวัดจากรถกลุ่มเดียวกันแต่เราก็ดันไปเจอสิ่งเล็กน้อบจะว่าข้อผิดพลาด คงไม่ใช่ แต่เหมือนเป็นความตั้งใจกับการปลดเกียร์มาตำแหน่งเกียร์ว่างเวลาจอดขวางที่ ต้องแงเช่องเล็กตรงเกียร์ออกมาก่อนเอากุญแจจิ้มเข้าไป ซึ่งความจริงแล้วน่าจะทำยังไงก็ได้ที่ไม่ต้องแงะ มันค่อนข้างเสียงลุคตรงนี้
อีกประการ Chevy มาพลาดเรื่อง DNA ของรถที่สื่อสารได้ดีมาโดยตลอดจะมาตายตอนจบตรง ก้านปัดน้ำฝนกับไฟเลี้ยวที่ดันเหมือนรถญี่ปุ่นเสียงอย่างงั้น นี่ถ้าสลับแบบรถอเมริกันรับรองว่าใครก็เชื่อ ว่า Made in usa

สมรรถนะเครื่องยนต์และความประหยัด

9.5

Chevrolet Cruze 1.8 ค่อนข้างลงตัวในด้านความประหยัดส่วนหนึ่งมาจากระบบเกียร์ 6 สปีด ที่ยังมี Manual Mode ให้เลือกเล่นอีกด้วย ส่วนอัตราประหยัดในเมือง 10.2 ก.ม/ลิตร นอกเมืองสุงสุด 16 ก.ม./ลิตรนั้นน่าประทับใจ แต่จากระยะทางกว่า 600 ก.ม.ที่เราขับนั้น เราทำได้อัตราเฉลี่ยราวๆ 14.5 กิโลเมตรต่อลิตรถือว่าเฉยๆ เมื่อเทียบกับจำนวนเกียร์มากขึ้นกว่ารถรุ่นอื่น

ระบบกันสะเทือนและเทคโนโลยี

10

ช่วงล่าง Euro ride เป็นความประทับใจที่เราให้คะแนนเต้ม ยิ่งเมื่อรวมกับเทคโนโลยีการขับขี่ที่ถอดเอาจากตัวหรูมาสู่คอมแพ็คคาร์ เราจึงอยากขอให้ GM รักษาเรื่องนี้ต่อไป
เรื่องและภาพโดย ณัฐยศ ชูบรรจงSanook Auto