วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Ford Ranger 2012 กระบะไฮเทค

Pic_221782
ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่และผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองใหญ่เริ่มหันมานิยมใช้รถกระบะกันมาก ขึ้นไม่ว่าจะเป็นการใช้ลุยงานหนักในสภาพเส้นทางที่รถเก๋งไม่สามารถฝ่าไปได้ เช่น พื้นที่น้ำท่วม บริษัท Ford นำเสนอนวัตกรรมใหม่ของรถ Pickup - New Ford Ranger 2012 กระบะไฮเทครุ่นล่าสุด...


เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ใช้ยานพาหนะชาวไทยโดยเฉพาะในต่างจังหวัดนิยมใช้รถกระบะกันมาก โดยเฉพาะการใช้งานในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากรถกระบะเป็นพาหนะแบบอเนกประสงค์ที่ทั้งทนทานและใช้งานได้สะดวก ทว่า ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่และผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่เริ่มหันมานิยมใช้รถกระบะกันมาก ขึ้นไม่ว่าจะเป็นการใช้ลุยงานหนักในสภาพเส้นทางที่รถเก๋งไม่สามารถฝ่าไปได้ เช่น พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ป่าเขาหรือเพื่อเดินทางท่องเที่ยวไปพักผ่อนกับครอบครัวในช่วงวันหยุด ทั้งนี้ เป็นเพราะดีไซน์และประโยชน์ใช้สอยของรถกระบะเริ่มเป็นที่ถูกอกถูกใจ ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่และคนในเมืองได้ตรงจุดมากขึ้น


นอก จากนี้รถกระบะในปัจจุบัน ยังมีพัฒนาการที่น่าสนใจทั้งด้านความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารและอุปกรณ์ เทคโนโลยีอันทันสมัย เพราะในแต่ละวัน ผู้ขับขี่รถที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ต้องใช้เวลาอยู่บนท้องถนนต่อเนื่องกัน นานหลายชั่วโมงผู้ผลิตรถกระที่เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอย่างฟอร์ดจึงได้ริเริ่ม พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อนำมาติดตั้งในรถกระบะสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกได้ถึง ความสะดวกสบายและความปลอดภัยตลอดการขับขี่


เทคโนโลยี ล่าสุดของรถกระบะที่ Ford นำเสนอ ได้แก่ 2 นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่วิศวกรของ Ford พัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับ Ford Ranger 2012 รถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงปลายปีนี้โดย เทคโนโลยีดังกล่าวนับว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความล้ำสมัยให้กับตลาด รถกระบะของไทยเลยทีเดียว








ระบบกล้องมองภาพด้านหลัง (
Rear ViewCamera System) นวัตกรรมระบบกล้องมองภาพด้านหลัง ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ เมื่อต้องถอยหลังเข้าจอดในพื้นที่แคบๆ โดยเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง นวัตกรรมระบบกล้องมองภาพด้านหลังของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่จะแสดงภาพเคลื่อนไหวบนกระจกมองหลังพร้อมมีเส้นบอกตำแหน่งความกว้างของรถ และระยะห่างจากวัตถุที่อยู่ใกล้ที่สุดระบบเซ็นเซอร์ถอยหลังทำงานโดยใช้คลื่น วิทยุ และจะส่งเสียงเตือนด้วยความถี่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อรถขยับเข้าใกล้กับวัตถุด้านหลังหน้าจอแสดงผลภายในรถจะแสดงภาพของตัวรถ โดยมีสัญลักษณ์ของเซ็นเซอร์ที่บ่งบอกระยะห่างจากวัตถุด้านหลัง และเมื่อตรวจพบวัตถุแล้ว หน้าจอแสดงผลจะมีแถบสัญญาณเตือนปรากฏขึ้นด้านหลังภาพของรถเพื่อบอกให้ผู้ขับ ขี่ทราบตำแหน่งคร่าวๆ ของวัตถุดังกล่าว







ระบบควบคุมการสั่งการด้วยเสียง (Voice Control) ปุ่ม ควบคุมระบบสั่งการด้วยเสียงของ Ford Ranger ติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย ส่วนระบบตรวจจับการสั่งการด้วยเสียงนั้นได้รับการติดตั้งอยู่ภายในห้อง โดยสารผู้ขับขี่จึงสามารถใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย โดยไม่ต้องละสายตาออกจากถนนหรือละมือจากพวงมาลัย เมื่อต้องการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ขณะขับรถหากต้องการใช้งานโทรศัพท์ ผู้ขับขี่สามารถโทรออกและรับสายหรือตรวจสอบหมายเลขจากรายชื่อในบันทึกของ โทรศัพท์และประวัติการโทรออกได้ด้วยระบบการสั่งการด้วยเสียงนอกจากนี้ ระบบยังสามารถจดจำการบันทึกเสียงหมายเลขที่โทรบ่อยๆ ได้ ในขณะที่การใช้งานอุปกรณ์อื่นๆ ภายในรถ ก็สามารถทำได้อย่างสะดวกสบายเช่นกัน ไม่ว่าจะฟังวิทยุ เปิดเครื่องเล่น CD / I-pod หรือเรียกใช้งานอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับ USB ผู้ขับขี่ยังสามารถสั่งให้เครื่องเสียงของรถเล่นเพลงจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยตรงหรือ audio streaming (ออดิโอ สตรีมมิ่ง) ได้ด้วย



ระบบ เสียงทั้งหมดของ Ford Ranger 2012 ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญและสร้างความโดดเด่นให้กับแผงควบคุมอุปกรณ์ของรถ ได้รับการออกแบบให้รวมระบบเครื่องเสียงแต่ละส่วนเข้าไว้ในอุปกรณ์เพียงชิ้น เดียวได้อย่างกลมกลืน นอกจากความสวยงามลงตัวแล้ว ดีไซน์ของ Ford Ranger ที่รวบรวมอุปกรณ์หลักๆ เข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียวยังช่วยป้องกันการถูกโจรกรรม แบบถอดแยกชิ้นส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วยสำหรับจุดเชื่อมต่อระหว่าง ผู้ใช้งานกับรถ หรือที่ Ford เรียกว่า Human Machine Interface ซึ่งหมายถึงบริเวณตรงกลางคอนโซลยังได้รับการออกแบบภายใต้แรงบันดาลใจจาก อุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัย โดยมีจอยสติ๊กติดตั้งอยู่ตรงกลางทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงาน และมีปุ่มตัวเลขที่ให้สัมผัสนุ่มสบาย ขณะที่ Ford Ranger ใหม่ บางรุ่น มีตัวอักษรบนแป้นกดเหล่านี้ ช่วยให้ใช้งานง่ายคล้ายกับการส่งข้อความสั้น (SMS) จากโทรศัพท์เคลื่อนที่



นอก เหนือจากสองเทคโนโลยีเด่นที่คนไทยจะได้มีโอกาสใช้จากรถกระบะแล้ว New Ford Ranger ยังมีเทคโนโลยีระบบไฟส่องสว่างเพื่อความปลอดภัยอีกด้วย เช่น ไฟหน้าที่ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อขับไปในที่ที่มีแสงน้อย ไฟส่องสว่างใต้ท้องรถที่จะสว่างขึ้นทันทีเมื่อล็อกรถเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ให้กับผู้ขับขี่หรือที่เรียกว่า Follow-Me-Home safelights ซึ่งจะส่องสว่างอยู่ราว 1 นาที หลังจากดับเครื่องยนต์ เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นทางเดินยามค่ำคืนได้ชัดขึ้น นอกจากนี้ยังมีไฟกะพริบที่พร้อมทำงานโดยอัตโนมัติในระหว่างขับขี่ เพื่อเตือนให้รถคันหลังทราบทันทีที่ผู้ขับขี่เหยียบเบรกกะทันหัน.

Arcom Roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

พาทัวร์โตเกียวมอเตอร์โชว์ครั้งที่42

พาทัวร์งานโตเกียวมอเตอร์โชว์ครั้งที่42 เมื่อเทคโนโลยีกับสิ่งแวดล้อมรวมเป็นหนึ่ง
โดย...นิธิ ท้วมประถม
เป็นประจำทุก 2 ปี ที่ประเทศยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับโลก อย่างประเทศญี่ปุ่นจะจัดงาน โตเกียว มอเตอร์โชว์ ขึ้น และในปีนี้ก็เช่นกันที่มีการจัดงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ขึ้น ตามกำหนดเดิม แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจะเจอกับมหาภัยภิบัติอย่าง คลื่นยักษ์สึนามิ ถล่มจนทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักก็ตาม
แต่การจัดงาน โตเกียว มอเตอร์โชว์ ก็ถูกเลื่อนมาจัดงานจากปกติ ที่จัดขึ้นในเดือน ต.ค.ของทุกปี มาเป็นต้นเดือน ธ.ค. ที่อากาศแสนจะเย็นเยียบด้วยอุณหภูมิไม่ถึง 10 องศาเซลเซียส

ซูซูกิ Q-CONCEPT
นอกจากเลื่อนเวลาจัดงานแล้ว ยังเปลี่ยนสถานที่จัดงานมาเป็นที่ Tokyo Big Sight ซึ่งอยู่ใน Koto Ward แทนที่จะเป็น Makuhari Messe ที่เมืองชิบะ อย่างเคย ทำเอาผมเดินงง เป็นไก่ตาแตกเหมือนกัน เพราะไม่คุ้นเลยครับ ตั้งแต่หาห้อง Press ห้องอาหาร รวมถึงฮอลล์ต่างๆ ที่งงๆ ไม่เหมือนที่ Makuhari Messe ที่เดินกันจนคุ้นหมดแล้ว
ธีมการจัดงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 42 นี้ ทาง JAMA (Japan Automobil Manyfacturers Association,Inc กำหนดไว้ว่าเป็น “Mobility can Change the world” หรือ เทคโนโลยียานยนต์ ที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ ซึ่งธีมนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายได้แสดงเทคโนโลยีที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะแสดงว่าอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นไม่ได้เป็นอุตสาหกรรมที่ทำลายโลก และสามารถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ ทำให้เราได้เห็นเทคโนโลยี รถไฟฟ้า รถไฮบริด รถปลั๊กอิน ไฮบริด รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล สะอาด
งานโตเกียว มอเตอร์โชว์ครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-11 ธ.ค.นี้ครับ โดย JAMA หวังว่าจะมีคนเข้าชมงานมากถึง 8 แสนคน ส่วนค่าเข้าชมไม่ได้ถูกๆ นะครับ เพราะตั๋วเหมาวันราคา 1,500 เยน หรือประมาณ 450 บาท ถ้าครึ่งวันก็ 1,300 เยน หรือถ้าอยากถูกหน่อยก็ตั๋วแบบเร่งรีบ ที่ 500 เยน ซึ่งเข้างานได้ตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาปิดงาน ก็ไม่ว่ากัน
สำหรับบรรยากาศภายในงานนั้นบอกได้เลยครับว่า ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนกับงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ผ่านๆ มา แถมยังดูกร่อยๆ โดยเฉพาะพริตตีที่ค่อนข้างน้อยไปอย่างเห็นได้ชัด เล่นเอาบรรดาช่างภาพทั้งนักข่าวไทยและเทศเซ็งกันไปไม่น้อย ถ้าจะเทียบผมว่างานมหกรรมยานยนต์ที่กำลังจัดอยู่นั้น ดูสดใสกว่าด้วยซ้ำ หุหุ

ซูซุกิ เรจินา
งานนี้มีการเปิดตัวรถใหม่ ที่เรียกว่า World Premiere หรือเปิดตัวครั้งแรกในโลกมากถึง 53 คัน และอีก 82 คัน จะเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในตลาดญี่ปุ่น ลองคิดดูแล้วกันครับว่ายิ่งใหญ่หรือเปล่า
มาดูในเรื่องของรถต้นแบบในงานนี้กันดีกว่าครับ ที่ผมมองๆ อยู่คือ เจ้าซูซูกิ REGINA สีเขียวสดใส ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าในบูธ ซูซูกิ นั้นต้องจับตาดูรถคันนี้ให้ดีๆ ครับ เพราะเจ้ารถคันนี้คือรถต้นแบบของรถอีโคคาร์ในรุ่นต่อไปครับ ซึ่งแน่นอนว่าเมืองไทยก็ต้องมีมาแน่ๆ แต่อีกหลายปีหน่อย และยิ่งเห็นสเปก ยิ่งน้ำลายไหล เพราะมีอัตราสิ้นเปลืองแค่ 32 กม./ลิตร น้ำหนักแค่ 730 กก. เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ

มิตซูบิชิ มิราจ
หันมาที่ค่ายมิตซูบิชิ แน่นอนว่าที่น่าสนใจคือ การเปิดตัว อีโคคาร์ ที่ผลิตในประเทศไทย คือรุ่น มิราจ ครับ แต่รุ่นที่เปิดตัวนี้เป็นรุ่นที่จำหน่ายในญี่ปุ่น คือเครื่องยนต์ 1 ลิตร แต่ของไทยเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร โดยมิตซูบิชิ ตั้งเป้าขายเจ้ามิราจ ในประเทศไทยไว้เดือนละ 2,000-2,500 คัน
ส่วนอีกคันที่น่าสนใจในบูธ มิตซูบิชิ คือรถต้นแบบ PX-MiEV II ซึ่งเป็นรถเอสยูวี แบบปลั๊กอิน ไฮบริด คือเป็นรถเครื่องไฮบริด แต่สามารถเสียบปลั๊กไฟชาร์จได้ โดยมีเครื่องยนต์ขนาด 2 ลิตร พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 2 ตัว ขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราสิ้นเปลืองได้ยินแล้วใจละลายเพราะอยู่ที่ 60 กม./ลิตร และน้ำมัน 1 ถัง พร้อมการชาร์จไฟ ให้เต็มๆ ต้องวิ่งได้ระยะทาง 800 กม. ว้าวววว...

มิตซูบิชิ PX-MiEV II
มาทางค่ายฮอนด้า กันหน่อยดีกว่า แม้ว่าในประเทศไทย ฮอนด้าจะเหนื่อยไม่น้อย เพราะโรงงานผลิตในไทยจะจมน้ำหมด แต่ในญี่ปุ่น ฮอนด้า จัดบูธ เบ้อเริ่มเทิ่ม รวมทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์เอาไว้ในบูธเดียวกันได้อย่างสวยงาม

ฮอนด้า AC-X
สำหรับรถยนต์ที่น่าสนใจของฮอนด้า หนีไม่พ้นเจ้า AC-X ซึ่งเป็นรถต้นแบบสำหรับคนรักสบายอย่างยิ่ง เพราะเจ้า AC-X นี้ มีระบบขับอัตโนมัติ หรือ Auto Pilot เหมือนกับระบบอัตโนมัติบนเครื่องบิน แถมเครื่องยนต์ยังเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร แบบไฮบริด ปลั๊กอิน ว่ากันว่า ฮอนด้าออกแบบรถคันนี้ให้เป็นรถที่ขับสนุก แถมแสนประหยัดด้วยจากระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 50 กม. หากวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังมีรถต้นแบบอย่าง MICRO COMMUTER ที่ดูแล้วยังไงหน้าตาก็เป็นรถแห่งอนาคต ขนาดกะทัดรัด โดยมีความยาวเพียง 2.5 เมตร กว้างเพียง 1.25 เมตร ซึ่งออกแบบให้เหมาะสำหรับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก ใช้การขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเป็นหลัก แถมมีระบบสื่อสารเพียบพร้อมภายในตัวรถ สามารถวิ่งได้ไกล 60 กม.ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

มาสด้า CX-5
ทางค่ายมาสด้า ที่ต้องเดินทะลุมาอีกฮอลล์ ก็ใช่ย่อย เพราะเปิดตัว เอสยูวี ตัวเก่งอย่าง CX-5 ที่จะมาขับเคี่ยวกับฮอนด้า CR-V ในตลาดรถยนต์เมืองไทย และตลาดรถยนต์ทั่วโลกอย่างสูสีทีเดียว ที่สำคัญ CX-5 นั้นเป็นรถยนต์มาสด้า รุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยี เครื่องยนต์ Skyactiv อย่างเต็มรูปแบบ ซี่งมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล Skyactiv-d ที่มีอัตราการสิ้นเปลืองที่ 18.6 กม./ลิตร กับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Skyactiv-G ที่มีอัตราการสิ้นเปลือง 16.6 กม./ลิตร โดยมาสด้ากำหนดว่าจะวางขาย CX-5 ในเดือน ม.ค.ปีหน้า ส่วนในไทยก็มีแผนทำตลาดรถยนต์รุ่นนี้เช่นกัน
และยังมีรถที่แสนบาดใจอย่าง มาสด้า TAKERI ซึ่งถือว่าเป็นรถต้นแบบสำหรับรถยนต์ขนาดกลางในรุ่นต่อๆ ไปของมาสด้า ว่าในอนาคตรถมาสด้า 3 ก็จะมีรูปร่างหน้าตาคลับคล้ายคลับคลาในแบบนี้เหมือนกัน ซึ่งเจ้า TAKERI นี้เครื่องยนต์ Skyactiv ทั้งแบบดีเซลและเบนซินให้เลือก

นิสสัน PIVO3
ด้านนิสสัน ก็ไม่น้อยหน้าเน้นการโชว์รถไฟฟ้ากันอย่างเดียวตามคอนเซปต์ Zero Emission หรือไม่มีการปล่อยไอเสียออกสู่อากาศภายนอกเลย อย่างเจ้า PIVO3 ซึ่งเป็นรถต้นแบบไฟฟ้า ซึ่งนิสสันวาดความหวังว่าจะเอามาใช้จริงสำหรับการใช้งานในเมือง เพราะมีทั้งระบบถอยจอดรถอัตโนมัติ และระบบชาร์จไฟอัตโนมัติ
ด้านยักษ์ใหญ่ของโตโยต้า ตั้งคอนเซปต์บูธ ตัวเองว่า Reborn หรือการเกิดใหม่อีกครั้ง ซึ่งหัวใจหลักของบูธ คือ FUN-VII ที่เน้นเรื่องการออกแบบให้ทั้งคนและรถสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว โดยตัวถังของรถคันนี้จะสามารถแสดงภาพจากโทรศัพท์มือถือของเจ้าของรถได้
นอกจากนี้ ยังมี AQUA ซึ่งเป็นรถไฮบริด ที่มีขนาดเล็กสุดของโตโยต้า เพราะใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แต่ขนาดตัวรถนั้นสั้นและเล็กกว่า โตโยต้า พรีอุส ซึ่ง AQUA นี้จะวางขายในญี่ปุ่นภายในเดือน ธ.ค.นี้ และมีแผนวางจำหน่ายไปทั่วโลก เหมือนกับรุ่นพี่อย่างพรีอุสอีกด้วย

โตโยต้า AQUA
นอกจากนี้ ยังมีรถจากยุโรปไปโชว์กันอย่างหนาตา ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยู ที่นำรถไฟฟ้าในตระกูล I ไปให้ชมกันถึงแดนซากูระ เล่นเอาผมตาโตทีเดียว กับความสวยงามและสีสันของ บีเอ็มฯ I ด้าน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็นำ สมาร์ต EV มาโชว์ เพื่อให้รู้ว่า ยุโรปก็มีรถไฟฟ้ากับเขาเหมือนกัน ออดี้ ก็เปิดตัว ออดี้ A1 Sportback ครั้งแรกในโลก ที่นี่เช่นกัน
ต้องยอมรับว่า ละลานตาไม่น้อยกับเทคโนโลยี อันเหนือชั้นจากมันสมองของค่ายรถยนต์ทั่วโลก ที่ผมก็ได้แต่หวังว่า อยากให้รถต้นแบบเหล่านั้นขายจริงกันเสียที เพื่อโลกอันเป็นที่รักของเรา จะได้อยู่อย่างยาวนาน  

ซูบารุ ADVANCED TOURER CONCEPT


โตโยต้า Fun-Vii


ซูบารุ BRZ


นิสสัน ESFLOW


BMW-i

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มอเตอร์เอ็กซ์โปยังคึก!ยอดจองแตะ9พันคัน

บรรยากาศงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 28 หรือ มอเตอร์ เอ็กซ์โปในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีผู้เข้าชมเฉลี่ยวันละ 1 แสนคน ซึ่งตลอดการเปิดให้เข้าชมงาน ตั้งแต่วันที่ 1-5 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมงานทั้งสิ้นประมาณ 5 แสนคน แม้ก่อนหน้านี้ทางผู้จัดงานจะเป็นห่วงว่าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้ง ใหญ่ แต่พบว่ายอดจองรถใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ซึ่งตลอด 5 วันที่ผ่านมา มียอดจองแล้วกว่า 9,002 คัน ขณะที่ปีที่แล้วมียอดจองในช่วง 5 วันแรก อยู่ที่เกือบ 10,500 คัน
ทั้งนี้ปัจจัยหนึ่งยังมีผู้สนใจจองรถในงาน มาจากมาตรการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล ซึ่งหลายคนยอมรับได้หากต้องรอรับรถนานในช่วงนี้
โดยในปีนี้ประชาชนให้ความสนใจจองซื้อรถกระบะ เป็นพิเศษ เห็นได้จากยอดจองของค่ายรถยนต์ต่างๆ โดยตลอด 5 วันที่ผ่านมา ยอดจองอันดับ 1 คือ นิสสัน ตามมาด้วย มาสด้า อีซูซุ ฟอร์ด และมิตซูบิชิ ขณะที่ค่ายฮอนด้า บีเอ็มดับเบิลยู ยังไม่สรุปยอดการจองรถ ส่วนค่ายโตโยต้างดรับจองรถในปีนี้ แต่เปลี่ยนเป็นบริการให้คำปรึกษาปัญหารถยนต์ที่ประสบเหตุน้ำท่วมแทน

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มอเตอร์เอ็กซ์โปร 2011 กระหึ่ม ทุกค่ายรถยกทัพรถเด็ด-พริตตี้จี๊ด

Pic_220975
สำหรับ “งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 28” หรือ “มอเตอร์เอ็กซ์โป 2011” ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี อันถือเป็นงานมอเตอร์เอ็กซ์โปที่ยิ่งใหญ่สุดในอาเซียน



เสี่ย ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานค่ายสื่อสากล ผู้จัดงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2011 ประกาศลั่นว่า งานปีนี้ยังคงจี๊ดจ๊าด แม้ประเทศ ไทยเพิ่งเจอะเจอมหาอุทกภัย แต่ขณะนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ได้คลี่คลายไปมากแล้ว

ค่ายรถต่างๆจึงได้ยก ทัพรถเด็ดรุ่นล่า ทั้งรถโฉมใหม่หมดจด และรถแต่งหน้าทาปาก  รวมทั้งรถรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด และรถต้นแบบโชว์นวัตกรรมสุดฮอต



ที่สำคัญ ทุกค่ายยังอัดแคมเปญส่งเสริมการขายสุดเร้าใจ  เพื่อต้องการดันยอดขายให้หวนกลับมากระหึ่ม ภายหลังจากที่ซบเซามาตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

ดังนั้น แม้ว่า ค่ายโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จะเป็นเพียงค่ายรถเดียวที่ไม่เปิดรับจองรถในงาน เพราะยังมีปัญหาชิ้นส่วนที่ไม่เพียงพอจากเหตุวิกฤติน้ำท่วม ทำให้ยังผลิตรถไม่ทันออเดอร์ที่ล้นทะลัก



แต่ในส่วนของค่ายรถอื่นๆยังคงลุยคึกคัก ที่น่าสนใจ อาทิ ค่ายฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เปิดรับจองตามปกติ แม้ว่าโรงงานประกอบรถยนต์เพิ่งกู้มาได้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา   แต่มีทีเด็ดในรุ่นนำเข้าเมดอินเจแปนที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

ขณะที่ ค่ายซันยอง (ประเทศไทย) รับแลกเปลี่ยนรถทุกยี่ห้อที่ประสบอุทกภัยมาแลกรถซันยองใหม่ทุกรุ่น

สำหรับนักเลงรถที่ชื่นชอบสิ่งรื่นรมย์ได้เฮลั่น   เพราะทุกค่ายได้สรรหาพริตตี้จี๊ดในชุดระทวยอารมณ์




จุ๊ๆ ใครเป็นโรคหัวใจอย่าแวะไปเบิ่งพริตตี้ที่บูธดังต่อไปนี้นะครับ นั่นคือ 1.ซันยอง, 2.บราบัส, 3.ฮุนได, 4.ตรีเพชรอีซูซุเซลส์, 5.มาสด้า, 6.บีอาร์จี, 7.เชฟโรเลต, และ 8.ซูบารุ เพราะพริตตี้สุดแหล่ม

อ้อ...งานนี้ยังเปิดให้ชมฟรีอีกด้วย!!!
อัลคาโปน
motorwars@thairath.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มิตซูบิชิ เปิดตัว มิราจ อีโคคาร์


มิตซูบิชิ เปิดตัว มิราจ อีโคคาร์

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ เปิดตัว รถยนต์ในโครงการ โกลบอล สมอลล์คาร์ หรือรถยนต์อีโคคาร์ รุ่น มิราจ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลก ที่งาน โตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเดิม มิตซูบิชิ มีแผนจะเปิดตัวรถรุ่นดังกล่าว ในงานมหกรรมยานยนต์ ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทย ระหว่างวันทีท 1-12 ธ.ค.นี้ด้วย แต่ประสบปัญหาในเรื่องของชิ้นส่วนอะไหล่ จากเหตุการณ์่น้ำท่วม ทำให้ มิตซูบิชิ ตัดสินใจที่จะเปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจ ที่โตเกียว มอเตอร์โชว์ เพียงที่เดียวเท่านั้น ส่วนในประเทศไทย จะเปิดตัวในเดือนเม.ย. 2555
สำหรับ มิตซูบิชิ มิราจ ซึ่งเปิดตัวในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ นั้นเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1 ลิตร แต่ในประเทศไทย จะใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร แต่รูปร่าง และอุปกรณ์ภายใน ของทั้ง 2 รุ่นนี้ จะเหมือนกัน
ด้านโอซามุ มาซูโกะ ประธาน บริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ กล่าวว่า จะเปิดตัวรถมิตซูบิชิ มิราจ และจำหน่ายในประเทศไทย เป็นแห่งแรกของโลก ในเดือน เม.ย.ปีหน้า แต่อาจจะเลื่อนการเปิดตัวออกไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากกำหนดเดิม เนื่องจากชิ้นส่วนอะไหล่บางชิ้นยังมีปัญหา 

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

NISSAN แนะนำรถยนต์ใหม่ 3 รุ่น ในงาน MOTOR EXPO 2011

Pic_220190
บริษัท Nissan Motor Thailand Co.ltd กระตุ้นตลาดยานยนต์หลังอุทกภัย เร่งดึงกำลังการผลิตให้กลับสู่สภาวะปกติ เดินหน้าตามแผนเดิม เปิดตัวรถรุ่นใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ Nissan Teana / Nissan Navara / Nissan X Trail โดยเปิดรับจองที่ผู้จำหน่ายนิสสันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ พร้อมทั้งจัดแสดงในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 28 หรือ Thailand International Motor Expo 2011 1-12 ธันวาคมนี้...

นายประพัฒน์ เชยชม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสการตลาดและขาย บริษัท Nissan Motor Thailand Co.ltd แถลงต่อสื่อมวลชนว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ที่ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ค่าย Nissan มีความพยายามในการกู้สถานการณ์ด้านการผลิตให้กลับคืนสู่ภาวะปกติให้เร็วที่ สุด โดยคาดว่า Nissan จะสามารถกลับมาผลิตได้เกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในเดือนธันวาคมนี้ ส่วนการแนะนำรถ 3 รุ่นใหม่นี้ นอกจากจะช่วยเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ทำงานและแรงงานในส่วนสายการผลิตแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณทางบวก เพื่อยืนยันว่า Nissan จะยังคงเดินหน้าลงทุนต่อในประเทศไทย พร้อมแสดงให้เห็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ Nissan ต้องการพยายามฟื้นฟูให้กลับมาสู่สภาวะปกติในเร็ววันนี้อีกทางหนึ่ง

นอก จากนี้ นายประพัฒน์ยังได้กล่าวเสริมว่า บริษัท Nissan มั่นใจว่ารถทั้ง 3 รุ่น จะช่วยสร้างสีสันให้กับตลาด โดยตั้งเป้าการขายสำหรับ Nissan Teana ใหม่ ที่ 7,000 คันต่อปี Nissan Navara ใหม่ที่ 27,000 คันต่อปี และ Nissan New X Trail ที่ 500 คันต่อปี และคาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบให้ลูกค้าได้ ภายในเดือนธันวาคมนี้ สำหรับรุ่น Teana / Navara / New X Trail จะเริ่มทยอยส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2555 สำหรับรถยนต์ทั้ง 3 รุ่น เป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตอบรับจากตลาด รวมทั้งยอดขายที่ดีตลอดระยะเวลาตั้งแต่ได้รับการแนะนำในตลาด ใช้รูปลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์และสไตล์ล้ำยุค สมรรถนะประสิทธิภาพไม่เป็นรองค่ายใด รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดน้ำมันและปล่อยมลภาวะต่ำ ผู้สนใจสามารถชมรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นนี้ ได้ที่ งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 28 หรือ Thailand International Motor Expo 2011 ที่อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี ได้ตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ โดยไม่มีการเก็บค่าผ่านประตูใดๆทั้งสิ้น ประตูหน้างาน เปิดเวลา 12.00-22.00 น.

Nissan Teana เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2547 และได้ทำการแนะนำเจนเนอเรชั่นที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2552 โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเรื่อยมาในฐานะรถยนต์ซีดานขนาดกลางที่ หรูหรา เทคโนโลยีทันสมัยที่พัฒนาขึ้นเองโดยวิศวกรของค่าย ประสบความสำเร็จในด้านของยอดขาย และรางวัลเกียรติยศ ทั้งรางวัลด้านความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่มีต่อคุณภาพรถใหม่ในกลุ่มรถ ยนต์ขนาดกลางระดับพรีเมียม ปี 2553 (IQS Award 2010) รางวัล Car of the Year : Best Mid-Size Sedan under 2,500 cc ปี 2553 และ ปี 2554

Nissan Teana รุ่นใหม่ ปรับโฉมรูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในเพื่อเพิ่มความหรู ภายใต้แนวคิด The Perfection for All Time - ยนตรกรรมล้ำสมัย แต่คงไว้ซึ่งความสมบูรณ์แบบ สำหรับภายนอก ได้มีการปรับเปลี่ยนในส่วนของไฟหน้า ไฟท้าย และไฟตัดหมอกแบบใหม่ พร้อมกระจังหน้า กันชนหน้า และล้ออัลลอยที่ให้อารมณ์สปอร์ต ในส่วนของภายในห้องโดยสารที่เน้นความกว้างขวางมาพร้อมแผงหน้าปัดเรืองแสง แผงคอนโซลหน้าและวิทยุแบบใหม่ พร้อม 2 โทนสีให้เลือก ทั้งโทนสีครีมและโทนสีดำสไตล์สปอร์ต พร้อมลายไม้สีดำในรุ่น Sport Series

เทคโนโลยี ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน VQ V6 ขนาด 2.5 ลิตร และเครื่องยนต์ MR20DE 2.0 ลิตร พละกำลังบวกความนุ่มนวล เครื่องยนต์รุ่นใหม่พัฒนามาเพื่อให้เดินเบาได้นิ่งและเงียบ ชุดส่งกำลังใช้ระบบเกียร์ XTRONIC CVT ที่ให้อัตราทดในการขับขี่ได้อย่างลื่นไหลและต่อเนื่อง สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้ถึง 700 รูปแบบ จากการควบคุมของกล่องสมองกลเกียร์ ประหยัดน้ำมันเชื้อจากการออกแบบกลไกลภายในเครื่องยนต์ ไฟหน้า Bi-Xenon พร้อม Projector Line และระบบปรับลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติ ตามการเลี้ยวของรถ (Adaptive Front-lighting System: AFS) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ขณะเข้าโค้งยามค่ำคืน ให้ความปลอดภัยด้วยกระจกมองข้างปรับอัตโนมัติขณะถอยหลัง รุ่น Sports Series ทั้งในรุ่น 2.5 ลิตร และ 2.0 ลิตร มาพร้อมกับล้ออัลลอยสปอร์ต สเกิร์ตข้าง และสปอยเลอร์หลัง เบาะหนังภายในสีดำ ตกแต่งลายไม้สีดำใหม่ Nissan New Teana มีให้เลือกทั้งหมด 7 รุ่น 5 สี โดยมีสี Greyish Bronze (KAC) เป็นสีใหม่ที่ Nissan นำเสนอ

Nissan Navara รถปิกอัพ การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมากมาย ทั้งรางวัล Car of the Year: Best Pickup 4 WD under 2,500 cc ปี 2551, รางวัล Car of the Year: Best Pickup 4 WD under 2,500 cc ปี 2552, รางวัล Car of the Year: Best Pickup 4 WD under 2,500 cc ปี 2553, และรางวัล Car of the Year: Best Pickup 4 WD under 2,500 cc ปี 2554 ในงานแสดงรถยนต์ Motor Expo 2011 ครั้งนี้ Navara พร้อมแนะนำ 2 รุ่นใหม่ 2 ได้แก่ Navara Grand Titanium และ Navara Sports version

Navara Grand Titanium กระบะที่มาในรุ่นยกสูงคาลิเบอร์ทั้งในรุ่นคิงแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ โฉบเฉี่ยวตั้งแต่หน้าจรดท้าย และเสริมความแข็งแกร่งด้วยชุดแต่ง Grand Titanium กระจังหน้า การ์ดกันชนหน้า กันชนหลัง กระจกมองข้าง มือจับเปิดประตู และล้ออัลลอย

Navara Sports version ปิกอัพที่ Nissan เน้นให้ออกมาดูโฉบเฉี่ยวและสปอร์ตมากขึ้น ลุยทางโหดได้ทุกอุปสรรคบนเส้นทางผจญภัยที่รถเก๋งไม่สามารถแล่นฝ่าเข้าไปได้ Navara Sports version ถูกแปลงโฉม ทั้งในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ และขับเคลื่อนสองล้อแบบยกสูง คาลิเบอร์ กระจังหน้าดีไซน์ทรง V-SHAPE ขนาดใหญ่ และกันชนหน้าสปอร์ต พร้อมกับล้ออัลลอยออกแบบพิเศษเฉพาะรุ่น รถปิกอัพ Navara Grand Titanium และ Navara Sports version ติดตั้งอุปกรณ์ใหม่สำหรับการใช้งาน เช่น ไฟเลี้ยว LED พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) เครื่องเล่น DVD CD MP3 ระบบสัมผัส และไมโครโฟนที่รองรับระบบ Bluetooth รับสายโทรเข้าออกขณะขับขี่ รวมทั้งกล้องมองหลังขณะถอยจอด พร้อมเส้นระนาบเพื่อกะระยะ Nissan Navara ทั้งสองรุ่นใช้โครงสร้างแชสซีส์ขนาดใหญ่ แข็งแกร่งตามมาตรฐาน เหมาะกับงานสมบุกสมบันทุกรูปแบบ โดยเฉพาะงานบรรทุกหนัก และเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร VN เทอร์โบเน้นแรงบิดรอบต่ำ ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ 6 สปีดเจ้าแรกในประเทศไทย

Nissan X Trail รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ใช้การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nissan รถ X Trail ยังมียอดขายติดอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาดกลาง 9 ปีซ้อน ของประเทศญี่ปุ่น รถ X Trail ใช้แนวคิดขับเคลื่อนชีวิตที่แตกต่าง ดีไซน์ภายนอกปรับเปลี่ยนในส่วนของไฟหน้า ไฟท้าย รวมทั้งในส่วนของกระจังหน้า และกันชนหน้าใหม่หมด ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว สำหรับภายใน ใช้แผงหน้าปัดใหม่ และเพิ่มความหรูด้วยการตกแต่งภายในสีเงินบริเวณคอนโซลหน้าและที่เปิดประตู นวัตกรรมการออกแบบของ New X Trail เน้นด้านความอเนกประสงค์ในการใช้งาน โดยออกแบบพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 603 ลิตร ปรับเปลี่ยนการจัดวางได้หลายรูปแบบ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น เบาะคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ปรับไฟฟ้า ที่วางแก้วน้ำ ลิ้นชักด้านหน้า พร้อมระบบรักษาอุณหภูมิความเย็น และช่องปรับอากาศสำหรับที่นั่งด้านหลัง เครื่องเล่น DVD CD MP3 หน้าจอระบบสัมผัส พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB iPod และ SD Card ระบบเชื่อมต่อ Hands-free ไร้สาย Bluetooth แบบ A2DP

เทคโนโลยี ที่เป็นหัวใจของ Nissan X Trail คือ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2 ลิตร รหัส MR20DE ตอบสนองต่อเนื่อง ชุดส่งกำลังใช้ระบบเกียร์อัจฉริยะ XTRONIC CVT พร้อมโหมด M-Mode 6 Speed ให้อัตราทดที่เหมาะสมกับสภาพเส้นทางและความเร็ว.