วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

S80 2.5 FT สปอร์ต กับชุดแต่งรอบคัน

วอลโว่หวังโกยยอดไตรมาส 3 จับกระแสสปอร์ตซีดานหรู ส่ง S80 2.5 FT Sport ลงตลาด เสริมชุดแต่งสปอร์ตหรูมูลค่ากว่า 3 แสนบาท
วอลโว่ชิงบุกตลาดสปอร์ตซีดาน ส่ง S80 2.5 FT Sport เติมชุดแต่งสปอร์ตเต็มพิกัด พร้อมเพิ่มสมรรถนะด้วย Polestar Performance Tuning Kit ตอบสนองได้ทันใจกว่าเดิม ขับสนุกด้วยช่วงล่างใหม่เกาะถนน ทรงตัวดียิ่งขึ้น รับความต้องการรถสปอร์ตซีดานระดับหรูที่แรงไม่หยุด

วอลโว่ S80 2.5FT Sport
วอลโว่ S80 2.5 FT Sport นั้นถูกเสริมหล่อด้วยชุดแต่ง มูลค่ากว่า 300,000 บาท ทั้งสปอยเลอร์ฝากระโปรงหลัง ท่อไอเสียแบบแยก 2 ท่อ   ล้ออลูมิเนียม 18 นิ้วดีไซน์เท่  เพิ่มพละกำลังด้วย ชุด Polestar Performance Tuning ที่มีแรงม้าเพิ่มขึ้นเป็นเป็น 258 แรงม้า เมื่อเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 และมีแรงบิดเพิ่มเป็น 360 นิวตันเมตร ทำให้ตอบสนองได้ทันใจในทุกรอบเครื่อง
สามารถเร่งความเร็วเต็มสมรรถนะจาก 0-100 ก.ม. ได้ทันใจใน 7.3 วินาที รวมทั้งปรับช่วงล่างเพิ่มสมรรถนะการทรงตัว เกาะถนนดีเยี่ยม 
ส่วนความปลอดภัย วอลโว่ S80 2.5FT Sport มีเพียบทั้ง ระบบแจ้งเตือนและป้องกันการชนพร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถให้โดยอัตโนมัติ (Collision Warning with Auto Brake - CWAB)  ระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบสามารถตั้งแวลาและระยะห่างจากรถคันหน้าได้ (Adaptive Cruise Control - ACC) กล้องดิจิตอลในกระจกมองข้าง พร้อมระบบสัญญาณไฟเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา (Blind Spot Information System – BLIS) และ ไฟหน้าแบบ   แอ็คทีฟ เบนดิ้ง ปรับซ้ายขวาตามพวงมาลัยรถยนต์และปรับระดับสูง/ต่ำโดยอัตโนมัติ
พบกับ วอลโว่ S80 2.5 FT Sport ได้ที่โชว์รูมวอลโว่ทุกแห่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ในราคา 2.989 ล้านบาท พร้อมรับ Volvo Maintenance - บริการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร Volvo Warranty - บริการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และ Volvo Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 3 ปีเต็ม

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

2012 Kia Picanto 3 Doors ...สปอร์ตยิ่งกว่าในคราบสุดซิ่ง

ถ้าพูดถึงบ้านเรากับรถ ยนต์จากประเทศเกาหลีแล้วไม่ว่าจะยี่ห้ออะไรนั้น ก็ดูเหมือนว่าค่ายรถยนต์จากแดนกิมจิจะยังไม่สามารถชนะใจคนไทยได้ แม้ความคุ้มค่าของรถยนต์จากประเทศน้องใหม่นี้จะมีดีพอตัว แต่ด้วยความเก่าที่เคยมี ทำให้วันนี้ไทยยังเป็นโจทย์ที่ยากอยู่
เมื่อช่วงมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ในขณะที่กระแสรถยนต์ Honda Brio กำลังมาแรงในแบบฉบับน้องใหม่จากค่ายยอดนิยมนั้น แต่ห่างกันเพียงไม่กี่บูธท่ามกลางงานมอเตอร์โชว์นั้น ค่ายรถยนต์เกาหลีนาม KIA ก็นำรถซิตี้คาร์น้องใหม่มาอวดโฉมกับ Kia Picanto K1 ที่วันนี้ โฉม 5 ประตูตัวจี๊ดก็เพิ่มทางเลือกมากขึ้นในตลาดยุโรปกับเวอร์ชั่น3 ประตู
2012 Kia Picanto 3 Doors
ในบ้านเรานั้น รถ 3 ประตู อาจจะไม่ค่อยมีให้เห็นกันมากมายนัก ถ้าไม่นับรถยนต์ Proton Neo ปัจจุบันตลาดรถบ้านเราก็แทบไม่มีจำหน่ายเลยก็ว่าได้ ทว่าที่ยุโรปนั้นรถกลุ่มแฮทช์แบ็คนั้นขายดีทั้ง 5 ประตู และ 3 ประตู และ Kia ก็เสริมทัพรับกระแสดีด้วย Picanto 3 Doors
Kia Picanto 3 Doors มาพร้อมการปรับเปลี่ยนที่ตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในคราบ 5 ประตูนั้น รถรุ่นนี้ก็ชูจุดเด่นในเรื่องสมรรถนะการขับขี่และการออกแบบที่ก้าวล้ำในโลก ความสปอร์ตนั้น มาเป็นตัวชูโรงที่สำคัญ และมันก็ถูกถ่ายทอดสู่เรือนร่างของ Kia Picanto 3 Doors โดยเฉพาะเรือนร่างที่แตกต่างและเส้นสายความสปอร์ตที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าเบิกกว้างกว่ารุ่น 5 ประตู กันชนใหญ่ และทำให้รถดูสปอร์ตยิ่งขึ้น ในขณะที่ 2 รุ่นระดับบนยังมาพร้อม ล้ออัลลอยลายพิเศษ
2012 Kia Picanto 3 Doors
ในห้องโดยสาร Kia Picanto 3 Doors ยังคงมีความยาวตัวถังเท่ากับรถโฉม 5 ประตู ยาวเพียง 3.6 เมตรแต่การตบแต่งนั้นให้ความพิเศษมากยิ่งขึ้น ด้วยการตบแต่งภายในสีดำในรุ่นเริ่มต้น แต่ในรุ่นที่สูงขึ้นมีสไตล์การตบแต่งที่ใช้ชื่อว่า "Halo" มาพร้อมสีเทาดำให้ความคมเข้มดูมีระดับมากกว่าเดิม และ "Equinox" สีแดงสดปรี๊ดให้ความร้อนแรงที่ทำให้รถดูมีสไตล์เป็นของตัวเอง
ใต้ฝากระโปรง Kia Picanto 3 Doors ยังมาพร้อม2 ตัวเลือก เครื่องยนต์เช่นเคยกับขุมพลัง 1.0 ลิตร และ 1.25 ลิตร จากตระกูล Kappa โดยในรุ่น 1.0 ลิตรนั้นตอบสนองการขับขี่ 68 แรงม้า แต่ในรุ่นใหญ่เพิ่มดีกรีจัดจ้านให้ถึง 84 แรงม้า พร้อมแรงบิด 121 นิวตันเมตร ที่ยังประหยัดด้วยอัตราซดน้ำมันเฉลี่ยที่ 25 กิโลเมตรต่อลิตร และเทคโนโลยี Start/Stop เพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้ขับง่ายยิ่งขึ้น
2012 Kia Picanto 3 Doors
ส่วนการการเกาะถนนสามารถวางใจได้ได้กับระบบช่วงล่างแม็คเฟอร์สันสตรัททาง ด้านหน้า และด้านหลังเรียกใช้ระบบทอร์ชั่นบีมเพิ่มความนิ่งสนิทตามฉบับรถเล็ก และยังให้หลากความปลอดภัยมากมายพกมาตั้งแต่ระบบเบรคป้องกันล้อล็อค ABS กระจายแรงเบรค EBD แต่ที่น่าสนใจที่สุดนั้นคือระบบควบคุมการทรงตัว (ESC) มาพร้อมกันด้วยในรถทุกรุ่น และในห้องโดยสาร ยังปกป้องด้วยถุงลมนิรภัยด้านหน้า-ด้านข้างและม่านนิรภัย เป็นมาตรฐานที่หายากในรถขนาดนี้
ทั้งนี้ 2012 Kia Picanto 3 Doors จะ เริ่มวางจำหน่ายในยุโรปในอีกไม่ช้านี้ ส่วนราคายังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่มันให้ความสปอร์ตที่น่าสนใจ ส่วนไทยนั้นคงต้องรอผู้แทนจำหน่ายค่ายนี้มองตลาดอีกทีหนึ่ง ..แต่ยอมรับว่ายาก
ภาำพประกอบจาก  Netcarshow.com

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ลองขับ"แคปติว่า"ไมเนอร์เชนจ์แรงขึ้น-นุ่มจริง

ลองขับตัวเป็นๆ เชฟโรเลต แคปติว่า ไมเนอร์เชนจ์ ที่มาพร้อมความแรงและนุ่มนวลมากขึ้นกับราคาเริ่มต้น 1.198ล้าน
โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
หลังจากทำตลาดแคปติว่ารุ่นเก่าแบบเรื่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมา ในที่สุด เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ก็ตัดสินใจเดินหน้าทำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ต่ออีกครั้ง ด้วยการบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ให้กับเชฟโรเลต แคปติว่า ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร
ที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงภายนอก ที่หากมองจากด้านหน้าของตัวรถก็จะเห็นอย่างชัดเจนด้วยกระจังหน้าและกันชนรูป แบบใหม่ ที่เพิ่มกลิ่นอายของความบึกบึนให้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ด้านข้างของตัวรถเรียกว่าแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และรวมไปถึงด้านหลังของรถ ที่หากไม่สังเกตโลโก้เล็กๆ ที่เขียนว่าเฟล็กซ์ฟิลที่ติดเพิ่มมา ก็เรียกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน
อันนั้นคือการมองด้วยสายตาครับ แต่หากมองในรายละเอียดของเชฟโรเลตแจ้งว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านหลังคือการติดตั้งสปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 พร้อมติดตั้งแผ่นกันกระแทกที่บริเวณกันชน ที่รับกับปลายท่อไอเสียคู่โครเมียมแบบสปอร์ต
ด้านหน้าโดดเด่นด้วยโลโก้ที่ออกแบบมาใหม่ กรอบไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมไฟแบบโปรเจกเตอร์ ออกแบบฝากระโปรงและกันชนหน้าใหม่ รวมไปถึงช่องดักอากาศและไฟตัดหมอกก็ออกแบบมาใหม่เช่นเดียวกัน
ภายในออกแบบด้วยการปรับเปลี่ยนมาใช้สีโทนสว่างมากขึ้น ให้ความโอ่อ่า กว้างขวาง ตัดเพิ่มความทันสมัยด้วยเมทัลลิกในจุดต่างๆ ของรถ เบาะหนังปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางที่ตำแหน่งคนขับ ส่วนเบาะที่นั่งตอน 2 และ 3 ที่พับราบได้ ทำให้มีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระอย่างเหลือเฟือ
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันส์ 4 ก้าน มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบควบคุมเครื่องเสียง และที่เพิ่มมาก็คือระบบปรับอากาศที่ติดตั้งมาบนพวงมาลัยด้วย เรียกว่ามีปุ่มให้กดเยอะแยะเต็มพวงมาลัยไปหมดครับ ก่อนใช้งานควรอ่านคู่มือประกอบให้ดีว่าแต่ละปุ่มใช้ทำอะไรอย่างไร
ส่วนจุดขายของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งมาในตัวรถ คือ ระบบเบรกมือไฟฟ้า ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถยนต์กลุ่มนี้ พร้อมด้วยระบบเครื่องเสียงแบบ 3 มิติ ที่สามารถเลือกการเน้นจุดที่เสียงจากลำโพงทั้ง 8 ตัวจะพุ่งเข้าหาได้ โดยสามารถเลือกได้ระหว่างผู้ขับขี่ หรือผู้โดยสารตอนหลังฝั่งซ้ายมือ
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปเยอะที่สุดของแคปติว่า คือ เครื่องยนต์ครับ แม้จะเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตรเท่าเดิม แต่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาหลายจุด จุดแรกก็คือการพัฒนาให้เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้สามารถใช้เชื้อเพลิง อี85 ได้ ทำให้|เชฟโรเลตเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 3 ที่ทำตลาดรถยนต์ อี85 อย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบแคมชาฟต์แปรผันคู่ต่อเนื่อง ทำให้เครื่องยนต์บล็อกใหม่นี้ให้พละกำลังสูงสุดถึง 168 แรงม้า มากกว่ารุ่นเดิม 20 กว่าตัว พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 229 นิวตัน-เมตร โดยเปลี่ยนระบบส่งกำลังจาก 5 สปีดในรุ่นเดิม มาใช้ 6 สปีดในรุ่นปัจจุบัน
ผลที่ได้ก็คือการขับขี่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้
ชัดเจน ความอืดอาดต้วมเตี้ยมที่ติดมาจากรุ่นเดิมเริ่มหายไป ซึ่งในช่วงแรกของการทดสอบนั้น เชฟโรเลตใส่น้ำมัน อี85 มาให้เต็มถัง ผลที่ได้ก็คือการขับขี่ถือว่าไม่ได้เลวร้ายครับ สามารถลากเลื้อยไปบนท้องถนนได้อย่างไม่ติดขัด แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คืออัตราการสิ้นเปลืองที่ดูไม่จืด โดยอยู่ที่ประมาณ 7-8 กิโลเมตร/ลิตร พอวิ่งไปจนน้ำมันหายไปเกินครึ่งถัง ก็มีการเติมแก๊สโซฮอล์ 95 มาจนเต็มถัง สมรรถนะเปลี่ยนไปไม่เยอะ แต่อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันดีขึ้นอย่างมหาศาลมาอยู่ที่ 11-12 กิโลเมตร/ลิตร
ส่วนช่วงล่างของเชฟโรเลต แคปติว่า รุ่นใหม่นี้ แค่ขับไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วปานกลาง รู้เลยว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม พอมาเปิดข้อมูลดูก็พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงหลายจุด ทั้งในส่วนของเหล็กกันโคลงขนาดใหญ่ขึ้น มีการปรับโช้กอัพและสปริงใหม่ และการติดตั้งลิงก์ไฮดรอลิกที่ช่วงล่างด้านหลัง เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนและเพิ่มความปลอดภัย
ที่น่าสนใจอีกจุดในรถคันนี้ คือ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีมาเพียบพร้อม ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน ระบบช่วงล่างยกตัวแบบอัตโนมัติ และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ซึ่งบางระบบเพิ่งนำมาติดตั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน แต่ก่อนหน้านี้มีที่เครื่องยนต์ดีเซลเพียงอย่างเดียว
โดยสรุปรวมของแคปติ ว่าใหม่ ออกแบบมาเอาใจลูกค้ากลุ่มชอบรถใหญ่ ขับสบาย แอบสนุก แถมยังให้ช่วงล่างที่ไว้ใจได้มากขึ้นมา เหมาะกับกลุ่มลูกค้าครอบครัวยุคใหม่ที่เชฟโรเลตต้องการเน้น เห็นได้จากพรีเซนเตอร์ใหม่ที่เลือกมาเน้นกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ
ปรับราคาค่าตัวขึ้นเล็กน้อย แคปติว่าเครื่องยนต์เบนซินใหม่สนนราคาค่าตัวตั้งแต่ 1.198 ล้านบาท เรื่อยไปจนถึง 1.58 ล้านบาทในรุ่นท็อป ใครสนใจเอสยูวีพันธุ์แท้ ก็ไปลองดูก่อนตัดสินใจกันได้!!!

TOYOTA VIOS WE LOVE


วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ฟอร์ดจัดแคมเปญรับเรนเจอร์ใหม่

ฟอร์ดดึงผู้บริโภคเข้าร่วมกิจกรรมโชว์ไอเดียทดสอบรถ ค้นหาผู้ชนะคว้าฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่สิ้นปีนี้ 
ฟอร์ด เปิดตัวแคมเปญการตลาดระดับโลก เดอะ โกลบอล ฟอร์ด เรนเจอร์ ชาเล้นจ์ ภารกิจสุดท้าทายกับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดรับไอเดียท้าทายสมรรถนะความแกร่งของรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ โดยผู้สนใจสามารถสมัครและส่งไอเดียท้าทายได้ทางเว็บไซต์ โดยผู้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย จะได้ทดสอบสมรรถนะความแกร่งของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ ในสถานการณ์สุดทรหด ตามภารกิจที่ส่งเข้ามาท้าทาย 
ทั้งนี้ ผู้เข้ารอบ 5 คนสุดท้าย จะเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้สัมผัสและทดสอบรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในสถานการณ์จริง  โดยผู้เข้ารอบที่มีคะแนนโหวตสูงสุด จะได้รับรางวัล รถกระบะพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นดับเบิ้ล แค็บ 4x2 ไฮ-ไรเดอร์ เอ็กซ์แอลที เกียร์ธรรมดา สีออโรร่า บลู
สาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานฝ่ายการตลาด การขาย และการบริการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ฟอร์ด ขอเชิญชวนให้ผู้บริโภคชาวไทย ท้าทายสมรรถนะของรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เพราะเรามั่นใจในความแข็งแกร่งของรถกระบะตัวล่าสุดนี้ และต้องการให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ตรงด้วยการทดสอบจริงกับรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ภายใต้สถานการณ์จริงที่สมบุกสมบัน
ผู้บริโภคชาวไทยจะมีโอกาสได้เข้าร่วมทดสอบภารกิจสุดท้าทาย กับกระบะพันธุ์แกร่ง รถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ ทุกสภาพถนน ในชีวิตประจำวัน โดยผู้สนใจสามารถเสนอภารกิจที่ต้องการท้าทายสมรรถนะของรถรุ่นนี้เข้ามาได้ ที่เว็บไซต์ของกิจกรรมนี้ www.fordrangerchallengethailand.com หรือสมัครผ่าน เฟซบุ๊ค ฟอร์ด ประเทศไทย www.facebook.com/fordthailand.com ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 20 กันยายน ก่อนเที่ยงคืน
“ผู้ขับขี่ชาวไทยมักใช้รถกระบะเพื่อรองรับการใช้งานอย่างหนักเป็นประจำ ทุกวัน ดังนั้น บททดสอบความท้าทายในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงให้ทุกคนเห็นถึงสมรรถนะและความแข็งแกร่งของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ในสถานการณ์จริง” 
สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงานในประเทศไทย โดดเด่นด้วยสมรรถนะในการขับขี่อันยอดเยี่ยม และความสะดวกสบายจากห้องโดยสารภายใน ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานที่ต้องการความสมบุกสมบัน และสามารถตอบสนองความต้องการทั้งของผู้บริโภคในเมืองใหญ่และผู้ขับขี่ที่ นิยมความท้าทายนอกตัวเมือง

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

MAZDA CX-5

Pic_194126
เปิดตัวครั้งแรกของโลกกับเทคโนโลยีสกายแอ็คทีฟ นำทัพด้วยครอสโอเวอร์เอนกประสงค์ Mazda CX-5 ในงานแฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ 2011

ฮิ โรชิมาประเทศญี่ปุ่น - 5 สิงหาคม 2554 - Mazda Corporation ออกมาท้าทายโลกยนตรกรรมอีกครั้งด้วยการเตรียมเปิดตัวรถ Mazda CX-5 ครั้งแรกในโลก ที่งานมอเตอร์โชว์ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต 2011 ประเทศเยอรมนี ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-25 กันยายน 2554 ที่กำลังจะมาถึงนี้

Mazda CX-5 รุ่นนี้ถือเป็นรถยนต์เจนเนอเรชั่นแรกของ Mazda ที่ได้นำเอาเทคโนโลยี SKYACTIV มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยแนวทางการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ "KODO" ดีไซน์ หรือ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว Mazda CX-5 เป็นรถยนต์ประเภทครอสโอเวอร์ที่ถูกพัฒนาและและผลิตขึ้นภายใต้เอกลักษณ์การ ขับขี่สนุกสนานเร้าใจสไตล์ Zoom Zoom ของ Mazda และเป็นรถธงรุ่นแรกที่มาพร้อมเทคโนโลยี SKYACTIV อย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนาเทคโนโลยี SKYACTIV ทั้งในเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ อยู่บนแพลทฟอร์มที่แตกต่างกันไป เทคโนโลยี SKYACTIV ประกอบด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานของรถใน 3 ส่วนหลักให้มีประสิทธิภาพขึ้นไปถึงระดับสูงสุดได้แก่ การพัฒนาเครื่องยนต์ ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G และเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D การพัฒนาระบบส่งกำลัง SKYACTIV-DRIVEและการพัฒนาแพลทฟอร์มของรถให้มีน้ำหนักที่เหมาะสมกับ เครื่องยนต์ การเปิดตัวรถ Mazda CX-5 พร้อมเทคโนโลยี SKYACTIV จึงทำให้ Concept CX-5 เป็นรถที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสมรรถนะสูงและประหยัดน้ำมัน ปลอดภัยสูงสุด รวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย Mazda Corporation วางกำหนดจะเปิดตัวรถรุ่นนี้ต่อสาธารณชนและออกสู่ตลาดทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี 2555 เป็นต้นไป






นี่คือรถ Crossover บนตัวถังของคอมแพคเอสยูวี (Compact SUV) ที่มีดีไซน์คล้ายกับ Mazda 3 ในรูปลักษณ์ส่วนของบั้นท้าย การปฏิวัติดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงระบบส่งกำลัง และแซสซีส์กับขนาดของตัวรถทั้งคันก็ถูกแนวคิดยุคใหม่เข้ามาปรับใช้ในทุก ตำแหน่ง อัตราส่วนกำลังอัดของเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่วางลงใน CX-5 เพิ่มมากขึ้นถึง 14.0:1 ทั้งเครื่องเบนซินและดีเซล การสันดาปที่สะอาดหมดจรดจึงไม่ต้องพึ่งพาระบบขับเคลื่อนแบบลูกผสม Hybrid ที่มีอุปกรณ์เสริมพวกมอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอร์รี่ที่สร้างน้ำหนักส่วนเกินให้ กับรถโดยไม่จำเป็น ค่าย Mazda กำลังแสดงให้โลกเห็นว่า การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆกับเครื่องยนต์ช่วยทำให้ค่าการปล่อยมนภาวะเทียบเท่า หรือเหนือกว่ารถยนต์แบบ Hybrid และทั้งหมดทั้งปวงของโครงการพัฒนาระบบ SKYACTIV ในครั้งนี้ถูกส่งถ่ายในรูปของ Mazda CX-5






Mazda CX-5 เป็นรถยนต์ประเภทครอสโอเวอร์ที่ถูกคิดค้นภายใต้เอกลักษณ์การขับขี่ที่แฝง เอกลักษณ์ของรถสปอร์ต เป็นรถธงรุ่นแรกที่มาพร้อมเทคโนโลยี SKYACTIV เต็มรูปแบบ การพัฒนาเทคโนโลยี SKYACTIV ทั้งในเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล มาพร้อมเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ อยู่บนแพลทฟอร์มที่แตกต่างกันไป เทคโนโลยี SKYACTIV ประกอบด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานของรถใน 3 ส่วนหลักให้มีประสิทธิภาพขึ้นไปถึงระดับสูงสุดได้แก่ การพัฒนาเครื่องยนต์ ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G และเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-Dการพัฒนาระบบส่งกำลัง SKYACTIV-DRIVEและการพัฒนาแพลทฟอร์มของรถให้มีน้ำหนักที่เหมาะสมกับ เครื่องยนต์ การเปิดตัวรถ Mazda CX-5 พร้อมเทคโนโลยี SKYACTIV จึงทำให้ CX-5 เป็นรถที่ใช้เทคโนโลยีขั้นก้าวหน้า ที่เน้นประสิทธิภาพด้านอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมทั้งเป็นมิตรต่อสิ่ง แวดล้อม โดย Mazda วางกำหนดจะเปิดตัวรถรุ่นนี้ต่อสาธารณชนและออกสู่ตลาดทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี 2555 เป็นต้นไป

สำหรับรถยนต์ Mazda CX-5 ที่กำลังจะวางจำหน่ายในยุโรปเป็นตลาดแรกจะมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D 2.2 ลิตร ซึ่งทั้งสองรุ่นจะมีทั้งในแบบ Standard Power และ High Power ทั้งนี้ Mazda ได้มุ่งเน้นที่จะลดมลภาวะที่เกิดจากการขับขี่ได้ในระดับที่เป็นที่ยอมรับใน กลุ่มรถยนต์เอนกประสงค์ขนาดคอมแพ็กคาร์และตั้งเป้าหมายว่าเครื่องยนต์ดีเซล 2.2ลิตร SKYACTIV-D จะปล่อยค่าคาร์บอนไดอ็อกไซด์(CO2 ) ที่น้อยกว่า 120 กรัมต่อกิโลเมตร*










รถยนต์ Mazda CX-5 ยังถือเป็นยนตกรรมรุ่นแรกที่แสดงถึงคอนเซ็ปต์การออกแบบใหม่ของ Mazda ในแนว KODO Design หรือ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้ออกแบบรถคอนเซ็ปต์ อย่าง SHINARI และ MINAGI การออกแบบที่โดดเด่นของดีไซน์ "KODO" รวมไปถึงการเน้นการออกแบบด้านหน้าที่สะดุดตาและดุดันขึ้นพร้อมดีไซน์ที่ พลิ้วไหวที่แสดงถึงความมีชีวิตชีวาและความกระฉับกระเฉง




งานมอเตอร์โชว์ประจำปี 2011 ณ เมืองแฟรงค์เฟิร์ต จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการสำหรับสื่อมวลชนภายใต้ชื่อ The 64th Internationale Automobil - Ausstellung (IAA) ในวันที่ 13 -14 กันยายน และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 15-25 กันยายน 2554 ซึ่งจะมีการแถลงข่าวที่บูธ Mazda ในวันอังคารที่ 13 กันยายน เวลา 14.15 ถึง 14.30 (เวลาท้องถิ่น)สำหรับตลาดในประเทศไทย ผู้รักรถเอนกประสงค์แบบสปอร์ตสไตล์ครอสโอเวอร์คงต้องอดใจรอ และน่าจะได้ขับกันในอีกไม่นาน ต้องคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวกันอย่างใกล้ชิด *สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล2.2ลิตร SKYACTIV-D Standard Power ขับเคลื่อนล้อหน้า, เกียร์ธรรมดา SKYACTIV-MT และเครื่องยนต์ระบบ i-STOP.




Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ทดลองขับ TOYOTA NEW HILUX VIGO (ตอนที่2)

Pic_192982
ทดสอบเต็มรูปแบบบนระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร กับรถปิกอัพพันธุ์แกร่งยอดนิยม Toyota Hilux New Vigo Champ Double-Cab 3.0 G...

วัน พฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม 2554 บริษัท Toyota Motor Thailand Co,ltd โดยคุณบุญชวน วิภูษณวนิช ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท  Toyota Motor Thailand Co,ltd เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์ร่วมทำการทดสอบการขับขี่รถยนต์ Toyota New Hilux Vigo ซึ่งการทดสอบในครั้งนี้ ทีม PR ของ บริษัท  Toyota ได้กำหนดเส้นทางการวิ่งทดสอบโดยใช้เส้นทางกรุงเทพฯ-อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา - อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี - เขตวนอุทยานแห่งชาติทับลาน - เขาแผงม้า - อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง เขาใหญ่ รวมระยะทางในการทดสอบรถยนต์ปิกอัพ Toyota New Hilux Vigo ครั้งนี้กว่า 350 กิโลเมตร โดยใช้รถยนต์ Toyota New Hilux Vigo รุ่น Smart Cab 2.5 SE จำนวน 4 คัน รุ่น Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อนล้อหลัง จำนวน 5 คัน รุ่น Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อน 4 ล้อ จำนวน 3 คัน และใช้การสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขับขี่ไปตลอดเส้นทางจนถึงโรงแรมที่พัก





หลังจากฟังการบรรยายสรุปสมรรถนะโดยรวม ประสิทธิภาพของการใช้งานในบางระบบที่เพิ่มเข้ามา เทคโนโลยีใหม่ที่วิศวกรของ Toyota บรรจงใส่เข้าไปในตัวรถ Toyota New Hilux Vigo รวมถึงเส้นทางกับจุดแวะพักที่จะใช้ในการขับขี่ทดสอบครั้งนี้แล้ว ผมก็ได้รับมอบกุญแจรถหมายเลข 5 ซึ่งเป็นรถ Toyota New Hilux Vigo Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อนล้อหลัง โดยร่วมทดสอบไปกับผู้สื่อข่าวอาวุโสอีกสองท่าน นั่นก็คือคุณพินิจ ทองสุข จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง และ คุณคิงส์ลี่ วิชญะสิงหะ นักทดสอบรถยนต์และผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ The Nation เพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกันดีตั้งแต่ตอนเป็นเด็กนักเรียน





ไม้แรกผมรับหน้าที่หวดเจ้า  Toyota New Hilux Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อนล้อหลัง ลากยาวจากศูนย์ Toyota สำโรง ไปจนถึงจุดแวะพักทานกาแฟที่ปั๊ม ปตท. ในอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อก้าวขึ้นมายังห้องโดยสารของ New Hilux Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ก็จะพบว่ามันแทบไม่แตกต่างไปจากรุ่นที่แล้วมากนัก แต่มีอุปกรณ์เสริมไฮเทคถูกใส่เข้ามาเพื่อยกระดับการขับขี่ให้กับเจ้า Vigo Champ Double-Cab หลายรายการ เช่น จอมัลติแบบ Touchscreen ขนาด 6.1 นิ้ว ที่รวบรวมเอาการใช้งานของชุดควบคุมเครื่องเสียง CD/DVD/MP3 พร้อมกล้องถอยหลังจอภาพสีที่คมชัด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยเมื่อต้องถอยในที่คับแคบได้ดี ช่องเชื่อมต่อเครื่องเล่นเพลง USB iPod รวมถึงช่อง AUX สำหรับต่อพ่วงอุปกรณ์ภายนอก คันเกียร์ออโต้ดีไซน์ใหม่ที่ดูแล้วดีขึ้นกว่าเดิม กับหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ MID ซึ่งจะแสดงอุณหภูมิภายนอกรถ อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในระหว่างการขับขี่ ความเร็วของตัวรถโดยเฉลี่ย ระยะเวลาในการขับ ระยะทางในการขับ เข็มทิศ และเตือนการล็อคของเข็มขัดนิรภัยทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร รถ  Toyota รุ่น Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อนล้อหลัง

คันทดสอบในขาไปยัง คงใช้การปรับตั้งเบาะแบบแมนนวล (ปรับมือ) ส่วนรุ่นที่สู่ขึ้นไปอีกนิด (รุ่น Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อน 4 ล้อ) จะใช้การปรับเบาะด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ทัศนวิสัยมุมมองสูงโด่งตามสไตล์รถลุย มองเห็นได้กว้างและไกลกว่ารถเก๋งจากความสูงของตัวรถ เบาะคนขับอยู่ในตำแหน่งที่มีท่านั่งที่สบายและผ่อนคลาย เหมาะสมกับการขับขี่ทดสอบทางไกลในครั้งนี้ที่ต้องขับทั้งไปและกลับยาวกว่า 700 กิโลเมตร





บนถนนมอเตอร์เวย์เชื่อมต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา อัตราเร่งและกำลัง 163 แรงม้าของเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 3.0 ลิตร DOHC 16 วาล์ว D-4D อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผันโดยมีชุดอินเตอร์คูลเลอร์คอยช่วยลดอุณหภูมิของ อากาศที่จะอัดเข้าไปยังท่อร่วมไอดี ยังคงมุ่งมั่นในการทำความเร็วทางตรง ความเร็วเดินทางของรถในขบวนทดสอบทุกคันอยู่ในระดับ 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้การควบคุมตัวรถที่มีความสูงกว่ารถซีดานทั่วไปต้องใช้ความระมัดระวังมาก ขึ้น ในการเข้าโค้งมุมกว้าง การเปลี่ยนช่องทางรวมถึงการเบรค เจ้า  Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อนล้อหลังยังคงทำได้ดีโดยเฉพาะอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่ง แทบจะไม่แตกต่างไปจากรถเก๋งเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี แม้แต่น้อย ที่ความเร็วเดินทาง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รอบเครื่องยนต์จะอยู่ที่ 2,700 รอบต่อนาที ถือได้ว่าต่ำกว่ารถยนต์ที่วางเครื่องยนต์เบนซิน และส่งผลไปถึงอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ลดลงอีกด้วย ช่วงล่างด้านหน้าแบบดับเบิ้ลวิชโบนกับด้านหลังที่เป็นแบบแหนบซ้อน ส่งอาการกระเด้งกระดอนเมื่อต้องพบเจอกับผิวถนนที่ไม่เรียบของเมืองไทย เป็นไปตามสไตล์รถปิกอัพยกสูงที่มักจะเน้นการบรรทุกสิ่งของสัมภาระมากกว่าจะ เอามาวิ่งที่ย่านความเร็วสูง แต่โดยภาพรวมแล้ว ช่วงล่างของ  Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อนล้อหลัง ถูกปรับเซ็ตให้มีความนิ่มนวลเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นที่แล้ว สิ่งที่โดดเด่นคือกำลังของมันที่มีอยู่อย่างล้นเหลือ เนื่องจากไม่ได้บรรทุกของหนักที่กระบะท้ายนั่นเอง

แรงบิด 343 นิวตันเมตร มาในรอบที่ต่ำมากเพียงแค่ 1,400-3,200 รอบต่อนาที ทำให้การออกตัวจากสัญญาณไฟมีความคล่องตัวเนื่องจากย่านกำลังแรงบิดที่มีให้ ใช้แบบล้นๆ เพียงแค่กดคันเร่งลงลึก ระบบส่งกำลังไปยังล้อคู่หลังซึ่ง Toyota เลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ส่งถ่ายแรงบิดจากเครื่องยนต์และเกียร์ไปยังเฟืองท้ายผ่านเพลากลางได้ดีโดย แทบไม่มีอาการกระตุกกระชากแต่อย่างใดทั้งสิ้น การเก็บเสียงทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นที่แล้วแบบเห็นๆ จากการลงมือลงแรงของวิศวกร Toyota ด้วยการนำเอาแผ่นบุทับเก็บเสียงใต้ท้องรถ (เฉพาะรุ่น Prerunner ขับเคลื่อน 2-4 ล้อ) แผ่นเก็บเสียงดังกล่าวทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันอากาศหมุนวนใต้ท้องรถ ซึ่งคอยปิดกั้นไม่ได้อากาศไหลเข้ามากระทบกับชิ้นส่วนของช่วงล่างซึ่งก่อให้ เกิดเสียงลมที่ปะทะกับชิ้นส่วนใต้ท้องรถ มันทำมาจากแผ่นพลาสติกสีดำขนาดใหญ่ ช่วยเพิ่มความเงียบของห้องโดยสารเจ้า Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ได้ดีใกล้เคียงกับรถซีดานรุ่นใหม่ๆเลยทีเดียว ความเงียบของห้องโดยสารถึงแม้จะวิ่งที่ย่านความเร็วกว่า 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังเกิดจากวัสดุซับเสียงพวกยางขอบประตู ยางขอบกระจกและการหุ้มห้องโดยสารด้วยวัสดุป้องกันเสียงที่ค่าย Toyota ทำออกมาได้ดีมาก





ระบบช่วงล่างแบบ Top Platform (Toyota Outstanding Performance) ใช้ชุดแหนบเหนือเพลาเพื่อเพิ่มความสูงของตัวถังในรูปแบบ 4x4 เหมาะกับการลุยไปในทางขรุขระทุรกันดาร พร้อมด้วยแผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถอีกสามตำแหน่ง (ใต้แท่นเครื่อง-เกียร์-เฟืองท้าย) ช่วยป้องกันการกระแทกกับหินหรือคันดินยามเอาเข้าไปลุยในทางวิบาก ความรู้สึกของพวงมาลัยพาวเวอร์มีความเบาสบายจากการปรับเซ็ตน้ำหนักให้สามารถ ใช้งานได้อย่างคล่องตัว รัศมีวงเลี้ยวอยู่ที่ตัวเลข 5.9 เมตร ถือว่าไม่มากหรือน้อยเกินไปและเป็นรัศมีวงเลี้ยวปกติของรถปิกอัพทั่วไป

บน เส้นทางจากอำเภอพนมสารคามมุ่งหน้าอำเภอนาดีซึ่งมีความยาวร่วมๆ 83 กิโลเมตรมียวดยานร่วมทางลดน้อยลงไปมาก ผมจึงลองกดคันเร่งแบบลากกันยาวๆเพื่อทดสอบการวิ่งที่ย่านความเร็วสูง แต่ทำได้ไม่นานนักเนื่องจากสภาพพื้นผิวถนนที่อุดมไปด้วยรอยต่อและการซ่อมแซม ไหล่ทางของกรมทางหลวง ที่ระดับ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนทางตรงยาว ยังสามารถควบคุมพวงมาลัยได้อย่างปกติ อาการกระเด้งกระดอนจะเกิดขึ้นบ้างจากผิวยางมะตอยที่ไม่ค่อยจะมีความสม่ำเสมอ ของถนนหนทางในเมืองไทย ซึ่งเป็นปกติสำหรับการขับขี่รถยนต์แบบเดินทางไกลที่มักจะพบเห็นกันในแทบทุก เส้นทางที่มุ่งหน้าออกจากกรุงเทพ





หลังจากพักทานกาแฟกับน้ำผลไม้ปั่นที่ปั๊ม ปตท แถบอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของนักข่าวอาวุโสพี่พินิจ ทองสุข จากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง เข้ามารับช่วงขับทดสอบเจ้า Hilux Vigo Champ Prerunner Double-Cab 3.0 G ต่อจากผม โดยว่ากันยาวไปจนถึงโรงแรมที่พักโดยจะใช้ระยะทางในการทดสอบช่วงนี้กว่า 85 กิโลเมตร ส่วนห้องโดยสารของเจ้า New Vigo Champ ยังคงมีคุณคิงส์ลี่ วิชญะสิงหะ นักทดสอบรถยนต์และผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ The Nation นั่งอยู่ในตำแหน่งเบาะหลังเหมือนเดิม ส่วนผมย้ายก้นจากตำแหน่งคนขับไปยังเบาะผู้โดยสารตอนหน้า เพื่อนั่งจับอาการกับถ่ายรูปประกอบการทดสอบในครั้งนี้ เส้นทางหมายเลข 304 จากอำเภอนาดี มุ่งหน้าเขาแผงม้าและอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิงในเขตวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นเส้นทางขึ้น-ลงภูเขา สลับกับเนินยาวๆที่ทอดตัวไปมาระหว่างสองข้างทาง วิวทิวทัศน์ในช่วงนี้สวยงามมากขึ้นทั้งจากสภาพความเขียวชะอุ่มของผืนป่าเขา ใหญ่-วังน้ำเขียวในช่วงกลางฤดูฝน กับแสงแดดช่วงบ่ายโมงที่จัดจ้านจนต้องเร่งความเย็นของพัดลมแอร์ให้ลมเย็นๆ กระจายไปทั่วห้องโดยสารเพื่อความสบายตัว



เครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อน  Toyota Hilux Vigo Champ มีให้เลือกถึง 5 แบบ ทั้งเครื่องเบนซิน 2.7 ลิตร ระบบวาล์วแปรผัน VVT-i และเครื่องยนต์ดีเซล 2.5-3.0 ลิตร อัดเทอร์โบ D-4D ซึ่งเครื่องยนต์ทุกรุ่นทุกขนาดนั้น วิศวกรของค่าย Toyota เคลมว่ามีความทนทานในการใช้งานสูงและประหยัดน้ำมัน ด้วยการใช้ระบบไดมอนด์เทคในเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอลเรล การทำงานของมันขึ้นตรงกับคอมพิวเตอร์ไมโครโปรเซสเซอร์ 32 บิต ที่มีการเรียนรู้และบันทึกพฤติกรรมการขับ สั่งจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยความแม่นยำจากการปรับจูนกล่อง ECU -Engine Control Unit ที่ผ่านการทดสอบอย่างหนักในศูนย์ทดสอบ วิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์ของ Toyota โดยออกแบบให้ตัดการจ่ายเชื้อเพลิงส่วนเกินเพื่อความประหยัด หัวฉีดไดเรคอินเจคชั่นเพิ่มรูฉีดเชื้อเพลิงจาก 8 รูเป็น 12 รู ส่วนเครื่องยนต์เบนซินระบบวาล์วแปรผันถึงแม้จะมีแรงบิดด้อยกว่า แต่มันประกอบไปด้วยเทคโนโลยีกลไกวาล์วอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ งานในทุกๆ ย่านของรอบเคร่ืองยนต์
เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร VVT-i

แบบแถวเรียง 4 สูบ ใช้รหัสเครื่อง 2TR-FE ปริมาตรความจุ 2,694 ซีซี ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ (DOHC) 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้าหรือ 118 กิโลวัตต์ ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 241 นิวตันเมตรที่ 3,800 รอบต่อนาที
เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร VN

รหัส 2KD-FTV เครื่องยนต์ดีเซลเทคโนโลยี D-4D แบบแถวเรียง 4 สูบ ปริมาตรความจุ 2,494 ลิตร คอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ (DOHC) 16 วาล์ว อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผัน พร้อมชุดอินเตอร์คูลเลอร์เพื่อลดอุณหภูมิของอากาศก่อนประจุเข้าไปยังท่อร่วม ไอดี ให้กำลังสูงสุด 144 แรงม้า หรือ 106 กิโลวัตต์ ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที กระบอกสูบ x ช่วงชัก 92.0 x 93.8 มิลลิเมตรอัตราส่วนกำลังอัด 18.5 : 1 ติดตั้งระบบเทอร์โบแปรผันครีบ (Variable Nozzle TURBO) ครีบปรับองศาของเทอร์โบควบคุมการเปิดปิด ผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าที่สั่งงานโดยกล่องอิเล็กทรอนิกส์ ECU 32bit เพื่อให้การทำงานของเทอร์โบสัมพันธ์กับทุกความเร็วรอบของเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร

รหัส 2KD-FTV แบบแถวเรียง 4 สูบ ปริมาตรความจุ 2,494 ซีซี เทคโนโลยี D-4D คอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ (DOHC) 16 วาล์ว อัดอากาศด้วยเทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า หรือ 88 กิโลวัตต์ ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสุงสุด 325 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที เทอร์โบแปรผัน VNT (Variable Nozzle Turbo) คือ เทคโนโลยีอัดอากาศ (ไอดี) เข้าห้องเผาไหม้ด้วยแรงขับดันออกของไอเสีย ที่สามารถเพิ่มปริมาตรไอดี ไหลเข้าให้มากกว่าปกติได้แม้ไอเสียมีแรงไหลออกเพียงเล็กน้อยในขณะเครื่อง ยนต์ทำงานที่รอบต่ำ และยังสร้างแรงอัดไอดีได้อย่างต่อเนื่องในรอบปานกลางหรือรอบสูง
เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร

รหัส 2KD-FTV แบบแถวเรียง 4 สูบ ปริมาตรความจุ 2,494 ซีซี เทคโนโลยี D-4D คอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ (DOHC) 16 วาล์ว อัดอากาศด้วยเทอร์โบ มีแรงม้าสุงสุด 102 แรงม้าหรือ 75 กิโลัวตต์ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตรที่ 1,400-3,400 รอบต่อนาที
เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร VN

รหัส 1KD-FTV แบบแถวเรียง 4 สูบ ปริมาตรความจุ 2,982 ซีซี เทคโนโลยี D-4D คอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ฟ (DOHC) 16 วาล์ว อัดอากาศด้วยเทอร์โปแปรผันพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ -VNT (Variable Nozzle Turbo) เทคโนโลยีอัดอากาศ (ไอดี ) เข้าห้องเผาไหม้ด้วยแรงขับดันออกของไอเสีย ที่สามารถเพิ่มปริมาตรไอดี ไหลเข้าให้มากกว่าปกติได้แม้ไอเสียมีแรงไหลออกเพียงน้อยในขณะเครื่องยนต์ทำ งานที่รอบต่ำ และยังสร้างแรงอัดไอดีได้อย่างต่อเนื่องในรอบปานกลางหรือรอบสูง ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า หรือ 120 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุดที่ 343 นิวตันเมตร ที่ 1,400-3,200 รอบต่อนาที เป็นเครื่องยนต์ของรถ Hilux Vigo Champ Double-Cab 3.0 G คันทดสอบ











ถนนสองเลนสวนจากเขาแผงม้ามุ่งหน้าอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อุดมไปด้วยทางโค้งขึ้น-ลงเนินเขาหลากหลายรูปแบบให้ทดสอบประสิทธิภาพของเจ้า Hilux Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อน 2 ล้อหลังกันอย่างจุใจ พี่พินิจ ทองสุข มือมอเตอร์สปอร์ตรุ่นแตกลายงาจากหนังสือพิมพ์บ้านเมืองสำแดงการควบคุมรถ กระบะยกสูงคันนี้ด้วยความมาดมั่นและเก๋าเกม พี่พินิจจะใช้ความเร็วทุกโค้งในระดับที่ใกล้เคียงกับการรีดเค้นสมรรถนะสูง สุดของช่วงล่าง ยาง 265/65/R17 ส่งเสียงร้องโหยหวนเมื่อต้องบดตัวเองผ่านโค้งที่เป็นโค้งมุมแคบลงเนินที่บาง โค้งมีกรวดทรายอยู่ข้างไหล่ทาง เล่นเอาผมกับคิงส์ลี่จากหนังสือพิมพ์ The Nation ถึงกับอึ้ง ทางโค้งวกไปวนมาเหมือนงูยักษ์ที่ทอดตัวไปตามสันเขาแถบเขาแผงม้า ดูจะเหมาะกับการทดสอบซีดานสมรรถนะสูงมากกว่าจะเอาเจ้าปิกอัพยกสูงมาวิ่งด้วย ความเร็วที่คาบเกี่ยวระหว่างเส้นแบ่งเขตแดนอันตราย แต่ขบวนทดสอบ Toyota Hilux New Vigo Champ ทุกคันก็สามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี

รถทดสอบ ทั้งหมดมาจอดแวะพักถ่ายรูปกันบนสันอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ท่ามกลางแสงแดดที่แผ่จ้าในช่วงบ่าย 16.20 น. รถทดสอบ Hilux Vigo Champ ทั้ง 12 คันก็ออกเดินทางต่อไปยังโรงแรมที่พัก Kirimaya โดยใช้เส้นทางหมายเลข 314 ซึ่งยังคงเป็นเส้นทางที่ต้องขับผ่านโค้งและหมู่บ้านของชาวบ้านในแถบนั้นไป ตลอดทางจนถึงตัวโรงแรมเอาเมื่อเวลาประมาณห้าโมงเย็น







เช้าวันรุ่งขึ้นในช่วงทดสอบขากลับ ผมกับคิงส์ลี เปลี่ยนรถทดสอบมาเป็นรุ่น Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อน 4 ล้อสีขาวสะอาดตา Super White II โดยใช้เส้นทางย้อนกลับไปทางเดิมที่วิ่งทดสอบมาเมื่อวาน หลังจากจอดพักทานข้าวที่อำเภอบางคล้า พลพรรคสื่อมวลชนก็ออกเดินทางต่อเพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังศูนย์ Toyota ที่สำโรง-สมุทรปราการ ช่วงขากลับเป็นการขับแบบ Free Run ซึ่งไม่ต้องเกาะกันเป็นขบวนอีกแล้ว 15.10 น. รถทดสอบทุกคันก็มาถึงศูนย์ใหญ่ของ Toyota โดยสวัสดิภาพ

สรุปการ ทดสอบการขับขี่เจ้า  Hilux Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ เป็นรถปิกอัพที่สามารถใช้งานทั้งขนของหรือสมาชิกในครอบครัวเพื่อการเดินทาง ท่องเที่ยว จากประตูทั้ง 4 บานกับพื้นที่ของห้องโดยสารที่ไม่แตกต่างไปจากรถซีดานมากนัก ช่วงล่างหลังเน้นหนักไปในแนวทางบรรทุกทำให้มันมีความกระด้างอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับตัวเก่าเจ้า Vigo  Champ Double-Cab มีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ประสิทธิภาพของการทรงตัวบนทางตรงอยู่ในระดับปกติทั่วไปของรถปิกอัพยกสูง รูปลักษณ์ที่สดใหม่สวยงามจากการปรับโฉมช่วยทำให้มันดูดีขึ้น ห้องโดยสารในรุ่นนี้ยังมีอุปกรณ์ทุกอย่างเท่าที่รถเก๋งราคาล้านต้นๆ พึงมีและใช้งานได้จริง รูปแบบของการจัดวางอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารยังคงคล้ายรุ่นที่แล้ว แต่มีของเล่นเสริมเข้ามาให้ใช้งาน เช่น จอมัลติฟังก์ชั่น สวิตช์มัลติบนพวงมาลัย กล้องถอยหลังจอสี ช่องเชื่อมต่อ USB-AUX กับจอแสดงผล MID ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน







อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ในระดับเดียวกันกับทางวิศวกร ของ Toyota ได้แจ้งไว้ก่อนการทดสอบ ซึ่งมีความใกล้เคียงกับรุ่นที่แล้ว มาตรฐานการปล่อยไอเสียอยู่ในระดับ EURO-3 การเก็บเสียงทำได้ดีขึ้นผิดหูผิดตาและเงียบจนใกล้เคียงกับรถยนต์ซีดานทั่วไป เกิดจากการใช้วัสดุบุทับกับแผ่นปิดกั้นป้องกันอากาศหมุนวนที่ใต้ท้องรถ เครื่องเสียงพร้อมจอระบบสัมผัสใช้งานได้ง่ายและมีฟังก์ชั่นให้เลือกมากมาย เสียงจากลำโพงทั้ง 6 ตัวให้ความคมชัดและมีมิติที่ดีจนแทบไม่ต้องไปดิ้นรนเปลี่ยนใหม่ ระบบปรับอุณหภูมิคือจุดเด่นของรถยนต์จากค่าย Toyota และไม่เคยทำให้ผิดหวังแม้อุณหภูมิภายนอกจะสูงถึง 37 องศาเซลเซียส พวงมาลัยในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อจะเบาแรงกว่ารุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเล็กน้อย ที่ชอบคือทัศนวิสัยมุมมองรอบคัน เนื่องจากเป็นรถปิกอัพแบบ Off-Road ที่มีความสูงของช่วงล่างมากกว่ารุ่นปกติ ทำให้สามารถลุยไปในทางทุรกันดาร ทางลูกรังหรือหลุมบ่อหล่มโคลนได้ดี ลองไปหาขับทดสอบด้วยตัวของท่านเองตามโชว์รูม Toyota ทั่วประเทศ แล้วพิจารณาเปรียบเทียบจากตัวเลือกที่มีขายอยู่ในตลาดรถปิกอัพของเมืองไทยดู ว่ามันเหมาะสมกับการใช้งานของคุณหรือไม่.

Hilux Vigo Champ Double-Cab 3.0 G Specification
แบบ.....................................รถปิกอัพ 4 ประตู 5 ที่นั่ง
บริษัทผู้ผลิต............................TOYOTA
เครื่องยนต์.............................ดีเซลแถวเรียง 4 กระบอกสูบ DOHC รหัส 1KD-FTV (i/c)
ปริมาตรความจุ.....................2,982 ซีซี
ลักษณะการวางเครื่องยนต์....เครื่องยนต์วางตามยาวด้านหน้า-ขับเคลื่อน 2-4 ล้อ (แล้วแต่รุ่น)
วาล์ว.....................................4 วาล์วต่อสูบ=16 วาล์ว
กระบอกสูบxช่วงชัก...............96.0 มิลลิเมตร x 103.0 มิลลิเมตร
อัตราส่วนกำลังอัด.................17.9:1
แรงม้าสูงสุด...........................163 แรงม้าที่ 3,400 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด..........................343 นิวตันเมตร ที่ 1,400-3,200 รอบต่อนาที
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง..................คอมมอลเรล ไดเรคอินเจคชั่น ควบคุมด้วย ECU -Engine Control Unit 32 Bit
ระบบอัดอากาศ......................เทอร์โบแปรผันพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์
ระบบระบายความร้อน........... พัดลมเครื่อง+หม้อน้ำ
ระบบส่งกำลัง.........................เกียร์อัตโนมัต 4 สปีด พร้อมชุดเกียร์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (Low-Hi) ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้า.................................อิสระปีกนกคู่ ดับเบิ้ลวิชโบน คอยล์สปริง-เหล็กกันโคลง
ด้านหลัง.................................แหนบซ้อน โช๊คอัพทรงกระบอก ติดตั้งทแยงมุม

ระบบเบรค
ด้านหน้า................................ดิสเบรคพร้อมครีบระบายความร้อน
ด้านหลัง................................ดรัมเบรค พร้อมวาล์วปรับแรงดันน้ำมันเบรคอัตโนมัต Super LSPV-LST
ระบบพวงมาลัย.....................แรคแอนด์พีเนียน
รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด...............5.9 เมตร
ล้อและยาง.............................อัลลอยขนาด 17 นิ้ว ยาง Michelin ไซส์ 265/65/R17 ทั้ง 4 ล้อ พร้อมยางล้ออะไหล่

มิติตัวถัง
ความกว้าง.............................1,760 มิลลิเมตร
ความยาว...............................5,135 มิลลิเมตร
ความสูง..................................1,735 มิลลิเมตร
ถังเชื้อเพลิง.............................76 ลิตร
น้ำหนักตัวรถโดยประมาณ......1,680 กิโลกรัม

ราคา
รุ่น Hilux Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อน 2 ล้อ A/T......790,000 บาท
รุ่น Hilux Vigo Champ Double-Cab 3.0 G ขับเคลื่อน 4 ล้อ A/T ......988,000 บาท