ลองขับ "บริโอ้" อีโคคาร์คันแรกจากฮอนด้า กับอัตราเร่งจี๊ดจ๊าดเกินตัวที่มาพร้อมตัวเลขประหยัดน้ำมันที่เฉียด 20กิโลต่อลิตร
โดย...นิธิ ท้วมประถม
แม้ว่าบริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จะประกาศหยุดรับจอง ฮอนด้า บริโอ้ รถยนต์อีโคคาร์ รุ่นที่ 2 ของประเทศไทยไปเมื่อปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เพราะขาดแคลนอะไหล่บางชิ้นที่ต้องส่งมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และสึนามิ
แต่ปัญหาเหล่านั้น ก็ไม่ได้ทำให้บริษัทฮอนด้า ถอดใจ แต่อย่างใด โดยยังเดินหน้าจัดทดลองขับ ฮอนด้า บริโอ้ ตามเดิม แม้ว่าจะยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า จะสามารถส่งมอบรถ ฮอนด้า บริโอ้ ให้ลูกค้าได้เมื่อใด
เรามั่นใจว่า สินค้าของเราดี จึงต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสกับ ซึ่งเชื่อว่าสมรรถนะของฮอนด้า บริโอ้ จะทำให้ทุกคนพอใจ และนำไปบอกต่อกับลูกค้าของเราได้” คำพูดนี้ เป็นคำพูดของ อาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธานบริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ที่บอกถึงสาเหตุที่ไม่เลื่อนทริปการทดลองขับ ฮอนด้า บริโอ้
เส้นทางการลองขับ ฮอนด้า บรีโอ้ ที่ทางทีมงานกำหนดไว้ คือ ตัวเมืองเชียงราย-ดอยตุง ระยะทางไปกลับกว่า 100 กิโลเมตร ที่ผมมองว่าเป็นเส้นทางที่ค่อนข้าง “โอหัง” พอสมควร กับรถยนต์คันเล็กๆ ที่มีเครื่องยนต์เพียง 1.2 ลิตร กับเส้นทางที่ค่อนข้างชันยามขึ้นดอยตุง แต่ทีมงานฮอนด้า คงจะมั่นใจว่า บริโอ้ “มีดี” พอที่จะอวดละมั้ง
ฮอนด้า บรีโอ้ สีน้ำเงินเข้ม จอดรอผมอยู่ด้านหน้าโรงแรม พร้อมที่จะให้ไป “ลองของ” อีโคคาร์ รุ่นที่ 2 ของเมืองไทยกันจริงๆ แล้ว
บริโอ้ นั้นถูกออกแบบมาบนแนวความคิด 3 ประการคือ 1.การออกแบบที่ล้ำสมัย 2.การจัดวางที่มีประสิทธิภาพ คือ การขับขี่ในเมืองได้อย่างคล่องตัว และมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอสำหรับการใช้งาน และ 3.สมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ คือทั้งประหยัดน้ำมัน และขับได้อย่างเพลิดเพลิน
ก็ต้องมาดูกันครับว่า ตัวจริงเสียงจริงของบริโอ้ นั้นเป็นไปอย่างที่ฮอนด้า คิดหรือเปล่า เริ่มตั้งแต่การออกแบบ บริโอ้ ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบหน้าตาของ บริโอ้ เท่าไหร่ ดูยังไงไม่รู้ ด้านหน้าก็ดูสวยดี แต่ด้านหลังดูตลกๆ ด้วยความเป็นรถ 5 ประตู ทำให้ด้านท้ายดูสั้นๆ แปลกตาครับ หากใครไม่ชอบรถ 5 ประตู จะรอบริโอ้ เวอร์ชั่น 4 ประตู ที่อีก 2 ปี กว่าจะเปิดตัวก็ไม่ว่ากัน
เดินดูรอบๆ แล้วบอกได้เลยว่าขนาดของบริโอ้ นั้นกระทัดรัดดีครับ เหมาะแน่ๆ หากจะใช้งานในเมือง ซุกหน้าเข้าไปจอดแถวไหนก็สะดวก บานประตูหลังเป็นกระจกทั้งบานครับ เวลาเปิดก็ยกกระจกขึ้นมาเลย เก๋ดีไม่น้อยทีเดียว ซึ่งฮอนด้าบอกว่าที่ทำฝาท้ายเป็นกระจกทั้งบาน ก็เพื่อทำให้ทัศนวิสัยการมองหลังกว้างกว่าปกติ
เปิดประตูรถก้าวเข้ามาภายใน ก็ค่อนข้างแปลกตากับ วัสดุภายในของบริโอ้ ที่ดูจะมีคุณภาพน้อยไปนิด เพราะเราจะคุ้นกับวัสดุภายในของรถยนต์ฮอนด้า ที่ค่อนข้าง “เนี้ยบ” พอมาเจอกับวัสดุประเภทประหยัดต้นทุนเลยไม่ค่อยคุ้นตาครับ แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากก็ไม่มีปัญหา
ฮอนด้า ออกแบบสีภายในตัวรถบริโอ้ ให้เป็นทูโทนทั้งหมดครับ ทั้งเบาะรถและคอนโซลหน้า ที่เป็นสีน้ำตาล และดำ ซึ่งฮอนด้า บอกว่าต้องการให้ดูไฮโซ ก็ว่ากันไป มีที่วางแก้วน้ำ 2 ใบ ที่คอนโซลกลาง ซึ่งถือว่าพึ่งพาได้ดีกว่า ที่วางขวดน้ำบริเวณแผงข้างประตูที่ค่อนข้างแคบครับ แค่จะเอามือสอดไปก็ยากแล้ว
แต่ที่ผมชอบคือ มาตรวัดแบบ 3 วง ที่วางซ้อนกันดูทันสมัยดีครับ มาตรวัดขนาดใหญ่ตรงกลางคือมาตรวัดความเร็ว ที่มีจอแสดงข้อมูลทั้งอัตราการสิ้นเปลือง ระยะทาง ติดตั้งไว้ด้วย ส่วนมาตรวัดแบบครึ่งวงกลมด้านซ้ายคือมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ และมาตรวัดด้านขวาคือ ไฟแสดงสถานะต่างๆ ของรถครับ
เบาะนั่งคนขับปรับระดับเอนได้ เลื่อนหน้า-หลังได้ แต่ไม่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ แต่เบาะก็หนานุ่มพอใช้ครับ นั่งสบายดีไม่เมื่อยหลังครับ ความกว้างขวางของที่นั่งคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้านั้นบอกได้ว่าเหลือเฟือ ไม่แคบเลยสักนิด นั่งสบายใช้ได้เลยทีเดียว
ส่วนที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังนั้นผมลองไปนั่งแล้ว ก็พอไหวครับ พื้นที่วางขาอาจจะน้อยไปนิด แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่ผู้โดยสารตอนหลังต้องระวังหน่อยนะครับ อย่าเผลอหลับ ไม่อย่างนั้นเวลารถออกตัวหัวจะผงกไปด้านหลังแบบเวลาเราเผลอนั่งหลับบนรถเมล์ นั่นแหละครับ ก็เบาะนั่งตอนหลังของบริโอ้ นั้นไม่มีหมอนรองศรีษะไว้รับแต่อย่างใด
ระบบเครื่องเสียงก็โอเค ที่ให้มาใช้ได้แล้วครับ แต่ไม่มีเครื่องเล่นซีดี มีแต่ช่อง USB กับ ช่องต่อ AUX ใว้เชื่อมต่อกับไฟล์เพลง และเครื่องเล่นเอ็มพี 3 แทน ก็สะดวกไปอีกแบบครับ พกแค่ USB ก็ฟังเพลงได้ถึงเชียงใหม่แล้ว
ภายในของ ฮอนด้า บริโอ้ นั้นภาพรวมถือว่าผ่านเลยครับ แต่ที่น่าติอยู่อย่างคือ ช่องเก็บของข้างประตูทั้ง 4 บาน ในส่วนที่เป็นประตูนั้นฮอนด้า ไม่ได้เก็บสีให้เป็นสีเดียวกับภายใน กลับปล่อยเป็นสีเปลือยของตัวรถ เลยดูราคาถูกไปเลย ส่วนลำโพงหลังนั้นมีแต่ กรอบลำโพงนะครับ ไม่มีเสียงออกมา เวลาซื้อไป ก็ไปเพิ่มกันเอาเองแล้วกัน
เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังให้มากขึ้นกว่าปกติ เวลาพับเบาะหลังแล้ว เบาะไม่ได้แบนเรียบเหมือนกับเบาะหลังของฮอนด้าแจ๊สนะครับ แต่ก็ถือว่าเพิ่มพื้นที่มาได้มากแล้ว
ทัศนวิสัยในการชับขี่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก กระจ่างตาดีครับทั้งกระจกด้านหน้า และกระจกหลัง ที่ฮอนด้า ออกแบบให้ฝาด้านท้ายเป็นกระจกทั้งบาน นั้นทำให้เวลามองกระจกหลังแล้วกระจ่างตาเหลือเกิน มุมมองด้านหลังกว้างมากครับ เยี่ยมไปเลย
เริ่มขับกันดีกว่าครับ เริ่มกันที่เกียร์อัตโนมัติก่อนเลย สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วไปเลยครับ คาตำแหน่งเกียร์ไว้ที่ D นี่แหละจะได้รู้ไปเลยว่าเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 90 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิด 110 นิวตันเมตร ทีรอบเครื่องยนต์ 4,800 รอบต่อนาที นั้นจะไหวหรือเปล่า
เพียงแค่ออกตัว ก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจแล้วครับ กับอัตราเร่งที่บอกได้เลยว่าเหนือว่าที่คิดไว้มากทีเดียว พุ่งปรู๊ดออกจากตำแหน่งไปอย่างรวดเร็ว
เครื่องยนต์ 1.2 ลิตรทำงานได้ดีเกินตัวแล้วครับในสัมผัสแรกของผม การออกตัวดีมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องตามหลังรถที่มีเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่า หากเป็นการใช้งานในเมือง ติดตามไฟแดง แล้วออกตัว ไม่เป็นรองใครแน่นอน
อัตราการเร่งเมื่อถนนโล่งๆ ก็ทำได้ดีทีเดียว พุ่งจี๊ดจาดเกินตัวทีเดียว อัตราเร่งในความเร็วปานกลางตั้งแต่ระดับ 60 กิโลเมตรต่อชั่มโมงไปจนถึง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไว้ใจได้เลยครับ แต่หากความเร็วมากกว่านี้ ก็ต้องรอรอบเครื่องยนต์สักนิด
เกียร์อัตโนมัติซีวีที ทำงานได้ราบเรียบมาก การปรับเปลี่ยนเกียร์ค่อนข้างนุ่มนวลทีเดียว ถือว่าฮอนด้าพัฒนาเกียร์ซีวีที ตัวนี้ได้สมบูรณ์แบบมากๆ ขับสบายเลยครับ
การขับขี่ในเมืองผ่านแบบต้องปรบมือให้ และเมื่อขับขึ้นเขา อย่างเส้นทางขึ้นดอยตุงที่ชันไม่ใช่เล่น ก็ต้องประทับใจในแรงบิดของ บริโอ้ อีกครั้ง เพราะสามารถอัดขึ้นเขาได้แบบหายห่วง
สำหรับทางที่ชันมาๆ ปรับเกียร์ลงมาที่เกียร์ 2 ก็เหลือเฟือที่จะไต่เขาชันๆ ได้แบบชิล ชิล แถมยังแซงรถข้างหน้าที่ใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตรได้อีกด้วย
เครื่องยนต์บล็อกนี้ของฮอนด้า บรีโอ้ นี้เยี่ยมครับทั้งในเรื่องอัตราเร่งและความประหยัด
หากขับแบบเรื่อยๆ จะเห็นไฟที่หนาปัดคำว่า ECO สีเขียวแสดงขึ้นมาแปลว่ากำลังอยู่ในโหมดการขับขี่แบบประหยัด ซึ่งผมพบว่าหากขับที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,500 รอบต่อนาที ไฟ ECO จะขึ้นโชว์ตลอด แต่หากกดคันเร่งแล้วรอบเครื่องยนต์เกิน 2,500 รอบต่อนาที ไฟก็จะดับไป ก็ถือว่าดีครับ จะได้ช่วยเตือนให้เราขับกันแบบประหยัด
ซึ่งผมขับที่ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไฟ ECO นี้ก็ยังขึ้นอยู่ถือว่าผ่านแล้วครับ และเมื่อขับความเร็วนิ่งๆ ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลองมองอัตราสิ้นเปลืองที่จอประมวลผลปรากฏว่าอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 19.6 กิโลเมตรต่อลิตร!!
แต่หากลองอัดหนักๆ ความเร็วไปที่ 140 กิโลเมตรนิดๆ ความเร็วจะถูกล็อกไว้ครับ ไม่ให้ไปเร็วกว่านี้แล้วครับ อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 13.8 กิโลเมตรต่อลิตร
ความเร็วสูงสุดของ บริโอ้ ถูกล็อกไว้ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าพอเพียงแล้วครับ กับรถขนาดเล็กอย่างนี้ หากเร็วมากกว่านี้ น่ากลัวแล้วครับ
ช่วงล่างไว้ใจได้ เอาอยู่แน่นอน กับการใช้งานแบบปกติ และด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูง
แต่สิ่งที่ต้องรอพิสูจน์อีกอย่าง คือ ฮอนด้า บริโอ้ ไม่มีใบปัดน้ำฝนหลัง และไล่ฝ้ากระจกหลัง ซึ่งผมกังวลในเรื่องนี้มากว่าจะส่งผลต่อการขับขี่ เพราะด้วยความเป็นรถ 5 ประตู กระจกหลังจะเต็มไปด้วยละอองน้ำ และฝุ่นอยู่แล้ว แต่ทางทีมงานฮอนด้า บอกว่า ได้ออกแบบฮอนด้า บริโอ้ อย่างดีไม่มีปัญหานี้แน่
ส่วนเรื่องระบบไล่ฝ้าหลังนั้น เห็นว่าตามปกติ ผู้ขับขี่ทักไม่ได้ใช้ระบบนี้ก็เลยไม่ได้ติดมา ฟังแล้วก็เซ็งๆ ไปเหมือนกัน กับการลดต้นทุนในส่วนที่ไม่ควรลด เรื่องนี้ต้องขอพิสูจน์ อีกครั้ง
จะว่าไปก็ติได้แค่นี่ละครับ นอกนั้นต้องยกนิ้วให้ บอกไว้เลยว่า แม้ว่าจะต้องรอรถนานกว่า 6 เดือน แต่ก็คุ้มค่าที่จะรอครับ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮอนด้า บรีโอ้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮอนด้า บรีโอ้ แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554
ลองขับ : เทียบจะจะ! โปรตอน ซากา VS นิสสัน มาร์ช ใครคุ้มกว่ากัน
ถ้าใช้รถคนเดียวหรือแค่ 2 คน เน้นขับสบายๆ รถกะทัดรัด เข้าจอดง่ายๆ มาร์ชครับแต่หากเน้นเรื่องพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก และภายในรถกว้างๆ ก็ต้องซากา....
ตลาดรถยนต์อีโคคาร์ หรือรถยนต์ประหยัดในเมืองไทยตอนนี้กำลังระอุขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วครับ เพราะตอนนี้เวลาผมขับรถไปเติมน้ำมันแต่ละครั้ง ก็อดเหลือบตามองราคาน้ำมันที่ติดไว้หน้าสถานีบริการน้ำมันไม่ได้
ก็แหม...ราคาน้ำมันบ้านเราตอนนี้ขยับขึ้นไม่หยุดเลยนี่ครับ เติมน้ำมันแต่ละครั้งใจหายวาบทุกที
ทำให้ต้องเริ่มหันมาคิดถึงรถยนต์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ไม่ต้องใหญ่มาก กินน้ำมันน้อยๆ ขึ้นมาเสียแล้วสิ ซึ่งตอนนี้รถยนต์อีโคคาร์ในเมืองไทยมีอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ เริ่มตั้งแต่ นิสสัน มาร์ช อีโคคาร์คันแรกของเมืองไทย จากนั้นค่ายรถยนต์อื่นๆ ก็เปิดตัวรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์เล็กๆ ออกมาสู้เหมือนกัน ล่าสุดคือ ฮอนด้า บรีโอ้ อีโคคาร์ยี่ห้อที่สอง
ซึ่งผมเองจะไปลองขับฮอนด้า บรีโอ้ ปลายเดือน เม.ย.นี้ แล้วจะนำมาผลการลองขับมารายงานให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันทันที
แต่ในสัปดาห์นี้จะขอนำรถยนต์ที่อยู่ในตระกูลรถประหยัด อย่าง โปรตอน ซากา ซึ่งตั้งใจเปิดตัวมาชนกับอีโคคาร์ อย่าง นิสสัน มาร์ช เต็มตัว เพราะตั้งราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 3.9 แสนบาท แถมใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร อีกด้วย มาเปรียบเทียบกับนิสสัน มาร์ช กันแบบเต็มๆ ไปเลยว่า ใครดีใครเด่นอย่างไร กับรถยนต์ที่มีราคาค่าตัวไม่ถึง 5 แสนบาท โดยรุ่นที่นำมาลองนั้นเป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติทั้งคู่
เริ่มจากภายนอกของโปรตอน ซากา กับ นิสสัน มาร์ช กันเลยครับ โปรตอน ซากา นั้นเป็นรถซีดาน 4 ประตู ขณะที่นิสสัน มาร์ช เป็นรถ 5 ประตู
หน้าตาของโปรตอน ซากา นั้นดูจะเรียบๆ เป็นเหลี่ยมเป็นมุม ไม่ค่อยแฟชั่นเท่าไหร่ ขณะที่นิสสัน มาร์ช นั้นดูเป็นรถการ์ตูน น่ารักมากกว่าโปรตอน ซากา และน่าจะ “โดนใจ” ลูกค้าวัยรุ่นและกลุ่ม|ผู้หญิงมากกว่า
ขณะที่ซากานั้น ผมมองว่าน่าจะเหมาะกับกลุ่มครอบครัว ที่ไม่ต้องการความหวือหวา แต่ต้องการความเรียบในการใช้งาน โปรตอน ซากา ใช่เลย
มาต่อกันที่ภายในกันดีกว่าครับ ด้วยความที่เป็นรถ 4 ประตู และ 5 ประตู นั้นแน่นอนว่าทำให้ความอเนกประสงค์การใช้งานต่างกันค่อนมาก นิสสัน มาร์ช สามารถพับเบาะหลังแล้วเพิ่มที่บรรทุกสัมภาระได้ แต่โปรตอน ซากา ก็มีห้องเก็บสัมภาระใหญ่เอาเรื่องเหมือนกัน
ความกว้างขวางภายในห้องโดยสารนั้น โปรตอน ซากา เหนือว่าชัดเจน ผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลัง นั่งได้สบายๆ ไม่ต้องไหล่เบียดกันให้รำคาญ ส่วนนิสสัน มาร์ช นั้น ขอคบแค่ 4 คน พอแล้ว อย่ามากกว่านั้นจะเริ่มเป็นชุมชนแออัด
ในเรื่องของความกว้างขวางและการบรรทุกผู้โดยสาร โปรตอน ซากา คุ้มค่ากว่า
ส่วนเรื่องของอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารของทั้งสองยี่ห้อนั้น ก็แตกต่างกันเห็นได้ชัดเหมือนกัน อุปกรณ์ประกอบภายในของโปรตอน ซากา นั้น ดูประหยัดงบประมาณในการผลิตมากไปหน่อย ทำให้ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ จับต้องแล้วดูกระด้างไม่น้อยเหมือนกัน
ขณะที่อุปกรณ์ภายในของนิสสัน มาร์ช ดูก็รู้ว่าประหยัดต้นทุนไม่น้อยเหมือนกัน แต่ดูแล้วยังเรียบร้อยและ “ดูดี” กว่าโปรตอน ซากา อยู่มาก
ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกนั้น โปรตอน ซากา มาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ที่สามารถควบคุมเครื่องเสียงได้ที่พวงมาลัย แต่นิสสัน มาร์ช ไม่มี ด้านเครื่องเสียง ก็เหมือนๆ กัน คือ วิทยุ ซีดี สามารถเล่น MP3 ได้ แต่ส่วนตัวแล้วผมชอบเครื่องเสียงของนิสสัน มาร์ช มากกว่า เพราะปรับง่ายกว่าของโปรตอน ซากา ครับ เพราะปุ่มเครื่องเสียงของโปรตอน ปุ่มเล็กมากๆ ทำให้การปรับเครื่องเสียงทำได้ยากมาก
ส่วนแผงคอนโซลกลาง นิสสัน มาร์ช ทันสมัยกว่าโปรตอน ซากา ที่ดูแล้วเดิมๆ เหมือนที่เราเห็นๆ กัน แต่นิสสัน มาร์ช นั้นดูทันสมัยกว่า เป็นวัยรุ่นกว่า จากแผงหน้าปัดทรงกลมขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณคอนโซลกลางแจ่มกว่าโปรตอน ซากา ครับ
ถ้าดูตามสเปกแล้ว โปรตอน ซากา มีแรงม้ากับแรงบิดมากกว่า แต่เมื่อลองขับจริงๆ แล้ว นิสสัน มาร์ช ตอบสนองการขับที่ดีกว่า ทั้งในเรื่องของการออกตัว ที่มาร์ชออกตัวได้นุ่มนวลและลื่นเท้ามากกว่า ส่วนโปรตอน ซากา นั้นต้องกดคันเร่งหนักเอาการ กว่ารถจะเคลื่อนตัวออกไปได้ เรียกว่า โปรตอน ซากา นั้นอืดกว่าอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากการออกตัวแล้ว อัตราเร่งระหว่างการใช้งาน นิสสัน มาร์ช ก็ยังตอบสนองได้ดีกว่าค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าปรู๊ดปร๊าดกว่าเลยครับ
ที่สำคัญ น้ำหนักพวงมาลัยของนิสสัน มาร์ช ยังเบากว่าโปรตอน ซากา มากทีเดียว ทำให้การขับนิสสัน มาร์ช สบายกว่าเยอะครับ โดยเฉพาะตอนขับด้วยความเร็วต่ำ ซึ่งพวงมาลัยโปรตอน ซากา หนักมาก เลี้ยวเข้าซองจอดรถในที่แคบๆ แต่ละครั้งกล้ามขึ้นกันเลย แต่มาร์ชมือเดียวหมุนแบบสบายๆ ทำให้ความคล่องตัวสำหรับการใช้งานในเมือง ทั้งตอนจอด หรือมุดซ้าย ป่ายขวา นั้นมาร์ชทำดีกว่า
แต่ด้วยความหนักของพวงมาลัยนั้น ทำให้โปรตอน ซากา ได้เปรียบในเรื่องการทรงตัวเมื่อขับด้วยความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงและทางโค้ง ซากาให้ความมั่นใจมากกว่ามาก หนึบกว่า สนุกกว่า มาร์ชแบบไม่เห็นฝุ่น แต่ต้องแลกกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังเข้ามาในห้องโดยสารแบบไม่ต้องคุยกับ เพื่อนที่นั่งไปด้วยก็แล้วกัน
สุดท้ายด้านความประหยัดน้ำมัน มาร์ชเหนือกว่าครับ เพราะเมื่อใช้งานแบบปกติแล้ว เวลาขับโปรตอน ซากา แล้วต้องกดคันเร่งหนักเอาการ กว่าจะเรียกกำลังเครื่องยนต์ขึ้นมาได้ ส่วนมาร์ชนั้น กดคันเร่งน้อยกว่า หากต้องการเรียกกำลังที่เท่ากัน
หากให้ผมสรุป ถ้าใช้รถคนเดียวหรือแค่ 2 คน เน้นขับสบายๆ รถกะทัดรัด เข้าจอดง่ายๆ มาร์ชครับแต่หากเน้นเรื่องพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก และภายในรถกว้างๆ ก็ต้องซากาครับ
ตลาดรถยนต์อีโคคาร์ หรือรถยนต์ประหยัดในเมืองไทยตอนนี้กำลังระอุขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วครับ เพราะตอนนี้เวลาผมขับรถไปเติมน้ำมันแต่ละครั้ง ก็อดเหลือบตามองราคาน้ำมันที่ติดไว้หน้าสถานีบริการน้ำมันไม่ได้
ก็แหม...ราคาน้ำมันบ้านเราตอนนี้ขยับขึ้นไม่หยุดเลยนี่ครับ เติมน้ำมันแต่ละครั้งใจหายวาบทุกที
ทำให้ต้องเริ่มหันมาคิดถึงรถยนต์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ไม่ต้องใหญ่มาก กินน้ำมันน้อยๆ ขึ้นมาเสียแล้วสิ ซึ่งตอนนี้รถยนต์อีโคคาร์ในเมืองไทยมีอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ เริ่มตั้งแต่ นิสสัน มาร์ช อีโคคาร์คันแรกของเมืองไทย จากนั้นค่ายรถยนต์อื่นๆ ก็เปิดตัวรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์เล็กๆ ออกมาสู้เหมือนกัน ล่าสุดคือ ฮอนด้า บรีโอ้ อีโคคาร์ยี่ห้อที่สอง
ซึ่งผมเองจะไปลองขับฮอนด้า บรีโอ้ ปลายเดือน เม.ย.นี้ แล้วจะนำมาผลการลองขับมารายงานให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันทันที
แต่ในสัปดาห์นี้จะขอนำรถยนต์ที่อยู่ในตระกูลรถประหยัด อย่าง โปรตอน ซากา ซึ่งตั้งใจเปิดตัวมาชนกับอีโคคาร์ อย่าง นิสสัน มาร์ช เต็มตัว เพราะตั้งราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 3.9 แสนบาท แถมใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร อีกด้วย มาเปรียบเทียบกับนิสสัน มาร์ช กันแบบเต็มๆ ไปเลยว่า ใครดีใครเด่นอย่างไร กับรถยนต์ที่มีราคาค่าตัวไม่ถึง 5 แสนบาท โดยรุ่นที่นำมาลองนั้นเป็นรุ่นเกียร์อัตโนมัติทั้งคู่
เริ่มจากภายนอกของโปรตอน ซากา กับ นิสสัน มาร์ช กันเลยครับ โปรตอน ซากา นั้นเป็นรถซีดาน 4 ประตู ขณะที่นิสสัน มาร์ช เป็นรถ 5 ประตู
หน้าตาของโปรตอน ซากา นั้นดูจะเรียบๆ เป็นเหลี่ยมเป็นมุม ไม่ค่อยแฟชั่นเท่าไหร่ ขณะที่นิสสัน มาร์ช นั้นดูเป็นรถการ์ตูน น่ารักมากกว่าโปรตอน ซากา และน่าจะ “โดนใจ” ลูกค้าวัยรุ่นและกลุ่ม|ผู้หญิงมากกว่า
ขณะที่ซากานั้น ผมมองว่าน่าจะเหมาะกับกลุ่มครอบครัว ที่ไม่ต้องการความหวือหวา แต่ต้องการความเรียบในการใช้งาน โปรตอน ซากา ใช่เลย
มาต่อกันที่ภายในกันดีกว่าครับ ด้วยความที่เป็นรถ 4 ประตู และ 5 ประตู นั้นแน่นอนว่าทำให้ความอเนกประสงค์การใช้งานต่างกันค่อนมาก นิสสัน มาร์ช สามารถพับเบาะหลังแล้วเพิ่มที่บรรทุกสัมภาระได้ แต่โปรตอน ซากา ก็มีห้องเก็บสัมภาระใหญ่เอาเรื่องเหมือนกัน
ความกว้างขวางภายในห้องโดยสารนั้น โปรตอน ซากา เหนือว่าชัดเจน ผู้โดยสารตอนหน้าและตอนหลัง นั่งได้สบายๆ ไม่ต้องไหล่เบียดกันให้รำคาญ ส่วนนิสสัน มาร์ช นั้น ขอคบแค่ 4 คน พอแล้ว อย่ามากกว่านั้นจะเริ่มเป็นชุมชนแออัด
ในเรื่องของความกว้างขวางและการบรรทุกผู้โดยสาร โปรตอน ซากา คุ้มค่ากว่า
ส่วนเรื่องของอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารของทั้งสองยี่ห้อนั้น ก็แตกต่างกันเห็นได้ชัดเหมือนกัน อุปกรณ์ประกอบภายในของโปรตอน ซากา นั้น ดูประหยัดงบประมาณในการผลิตมากไปหน่อย ทำให้ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ จับต้องแล้วดูกระด้างไม่น้อยเหมือนกัน
ขณะที่อุปกรณ์ภายในของนิสสัน มาร์ช ดูก็รู้ว่าประหยัดต้นทุนไม่น้อยเหมือนกัน แต่ดูแล้วยังเรียบร้อยและ “ดูดี” กว่าโปรตอน ซากา อยู่มาก
ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกนั้น โปรตอน ซากา มาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ที่สามารถควบคุมเครื่องเสียงได้ที่พวงมาลัย แต่นิสสัน มาร์ช ไม่มี ด้านเครื่องเสียง ก็เหมือนๆ กัน คือ วิทยุ ซีดี สามารถเล่น MP3 ได้ แต่ส่วนตัวแล้วผมชอบเครื่องเสียงของนิสสัน มาร์ช มากกว่า เพราะปรับง่ายกว่าของโปรตอน ซากา ครับ เพราะปุ่มเครื่องเสียงของโปรตอน ปุ่มเล็กมากๆ ทำให้การปรับเครื่องเสียงทำได้ยากมาก
ส่วนแผงคอนโซลกลาง นิสสัน มาร์ช ทันสมัยกว่าโปรตอน ซากา ที่ดูแล้วเดิมๆ เหมือนที่เราเห็นๆ กัน แต่นิสสัน มาร์ช นั้นดูทันสมัยกว่า เป็นวัยรุ่นกว่า จากแผงหน้าปัดทรงกลมขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณคอนโซลกลางแจ่มกว่าโปรตอน ซากา ครับ
เทียบภายใน โปรตอน ซากา (บน) นิสสัน มาร์ช (ล่าง)
มาต่อกันที่สมรรถนะเครื่องยนต์กันดีกว่าครับ เริ่มจากโปรตอน ซากา ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่านิสสัน มาร์ช ที่มีขนาดเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แรงม้าก็มากกว่า คือ อยู่ที่ 95 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 120 นิวตัน-เมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบต่อนาที ส่วนนิสสัน มาร์ช มีอยู่ 79 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 106 นิวตัน-เมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 4,400 รอบต่อนาทีถ้าดูตามสเปกแล้ว โปรตอน ซากา มีแรงม้ากับแรงบิดมากกว่า แต่เมื่อลองขับจริงๆ แล้ว นิสสัน มาร์ช ตอบสนองการขับที่ดีกว่า ทั้งในเรื่องของการออกตัว ที่มาร์ชออกตัวได้นุ่มนวลและลื่นเท้ามากกว่า ส่วนโปรตอน ซากา นั้นต้องกดคันเร่งหนักเอาการ กว่ารถจะเคลื่อนตัวออกไปได้ เรียกว่า โปรตอน ซากา นั้นอืดกว่าอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากการออกตัวแล้ว อัตราเร่งระหว่างการใช้งาน นิสสัน มาร์ช ก็ยังตอบสนองได้ดีกว่าค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าปรู๊ดปร๊าดกว่าเลยครับ
ที่สำคัญ น้ำหนักพวงมาลัยของนิสสัน มาร์ช ยังเบากว่าโปรตอน ซากา มากทีเดียว ทำให้การขับนิสสัน มาร์ช สบายกว่าเยอะครับ โดยเฉพาะตอนขับด้วยความเร็วต่ำ ซึ่งพวงมาลัยโปรตอน ซากา หนักมาก เลี้ยวเข้าซองจอดรถในที่แคบๆ แต่ละครั้งกล้ามขึ้นกันเลย แต่มาร์ชมือเดียวหมุนแบบสบายๆ ทำให้ความคล่องตัวสำหรับการใช้งานในเมือง ทั้งตอนจอด หรือมุดซ้าย ป่ายขวา นั้นมาร์ชทำดีกว่า
แต่ด้วยความหนักของพวงมาลัยนั้น ทำให้โปรตอน ซากา ได้เปรียบในเรื่องการทรงตัวเมื่อขับด้วยความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงและทางโค้ง ซากาให้ความมั่นใจมากกว่ามาก หนึบกว่า สนุกกว่า มาร์ชแบบไม่เห็นฝุ่น แต่ต้องแลกกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังเข้ามาในห้องโดยสารแบบไม่ต้องคุยกับ เพื่อนที่นั่งไปด้วยก็แล้วกัน
สุดท้ายด้านความประหยัดน้ำมัน มาร์ชเหนือกว่าครับ เพราะเมื่อใช้งานแบบปกติแล้ว เวลาขับโปรตอน ซากา แล้วต้องกดคันเร่งหนักเอาการ กว่าจะเรียกกำลังเครื่องยนต์ขึ้นมาได้ ส่วนมาร์ชนั้น กดคันเร่งน้อยกว่า หากต้องการเรียกกำลังที่เท่ากัน
หากให้ผมสรุป ถ้าใช้รถคนเดียวหรือแค่ 2 คน เน้นขับสบายๆ รถกะทัดรัด เข้าจอดง่ายๆ มาร์ชครับแต่หากเน้นเรื่องพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก และภายในรถกว้างๆ ก็ต้องซากาครับ
วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554
Honda บรีโอ้ เปิดตัวเคาะราคา3.99-5.08แสน
ฮอนด้า เผยโฉม อีโอคาร์ "บรีโอ้" ประกาศราคาขาย 3.99-5.08 แสนบาทตั้งเป้าขาย 4 หมื่นคัน ภายใน 1 ปี นับจากเปิดตัว
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 17 มีนาคม 2554 บริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล ได้เปิดตัว ฮอนด้า บริโอ้เปิดตัวสู่สื่อมวลชนทั่วโลกอย่างเป็นทางการวันนี้ ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน โดยกำหนดเป้ายอดขายไว้ที่ 40,000 คัน ภายในหนึ่งปีหลังเปิดตัว และจะเปิดตัวฮอนด้าบริโอ้ภายใต้แนวคิด The Perfect Happiness หรือความสุขที่ลงตัว โดยจะเปิดตัวต่อสาธารณชนในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 32 ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองทองธานี
ทั้งนี้ ฮอนด้า บริโอ้ มีให้เลือกสองรุ่น คือรุ่น S กับ V ใช้เครื่องยนต์ เบนซิน i-VTEC 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร 90 แรงม้า สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E20 และประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตร อีกทั้งปล่อยไอเสียสะอาดตามเกณฑ์มาตรฐานยูโร-4 ด้วยประสิทธิภาพของตัวถังยังผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากการทดสอบการชนทั้ง ด้านหน้าและด้านข้างตามที่ระบุโดยสหประชาชาติเศรษฐกิจและคณะกรรมการยุโรป (UNECE 94 และ 95 ตามลำดับ ในส่วนของระบบส่งกำลัง บริโอ้มีทั้งแบบธรรมดาและ อัตโนมัติทั้งในรุ่น S และ รุ่น V ขณะที่เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT จะมีเฉพาะในรุ่น V
เทคโนโลยีความปลอดภัยมีมาเพียบ ทั้งแบบเชิงป้องกันและเชิงรับ อาทิ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ถุงลมคู่หน้า โครงสร้างตัวถังเอกลักษณ์ เฉพาะตัวที่ออกแบบมาให้กระจายแรงกระแทกจากการชน และเข็มขัดนิรภัยชนิดปรับความตึงอัตโนมัติ
จุดเด่นที่น่าประทับใจอื่นๆของ บริโอ้ทุกรุ่น มีอาทิ พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ที่นั่งหลังพับเก็บได้พวงมาลัย ปรับระดับได้ ไฟสัญญาณประหยัดเชื้อเพลิง ECO ระบบปรับอากาศ สัญญาณเตือน (สำหรับเบรกมือ กุญแจ ไฟหน้าและเข็มขัดนิรภัย) ระบบล็อกป้องกันเด็ก กุญแจ WAVE ระบบ Immoblizer เข็มขัดนิรภัยและไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
บรีโอ้ มีขนาดความยาว 3610 มม. กว้าง 1680 มม. และสูง 1485 มม. บนฐานล้อ 2345 มม. ทั้งนี้ ฮอนด้าเลือกที่ จะลดความสูงและขยายความกว้างของบริโอ้ เพื่อเพิ่มความรู้สึกกว้างสำหรับรถขนาดกะทัดรัด
ราคา ฮอนด้า บริโอ้
บริโอ้ รุ่น S MT (เกียร์ธรรมดา) ราคา 399,900 บาท
บริโอ้ รุ่น V MT (เกียร์ธรรมดา) ราคา 469,500 บาท
V AT (เกียร์อัตโนมัติ) ราคา 508,500 บาท
หมายเหตุ: ทุกรุ่นมาพร้อมถุงลมคู่ i-SRS (ฝั่งคนขับ) และ SRS (ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า) กับระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)
บริ โอ้มีสีให้เลือก 5 สี ได้แก่ เขียวเฟรชไลม์ (เมทัลลิก), ขาวทาฟเฟต้า, ฟ้าเซรูเลียน (เมทัลลิก), เงินอลาบาสเตอร์(เมทัลลิก), และดำคริสตัล(มุก)





Car2Hot
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 17 มีนาคม 2554 บริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล ได้เปิดตัว ฮอนด้า บริโอ้เปิดตัวสู่สื่อมวลชนทั่วโลกอย่างเป็นทางการวันนี้ ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยาม พารากอน โดยกำหนดเป้ายอดขายไว้ที่ 40,000 คัน ภายในหนึ่งปีหลังเปิดตัว และจะเปิดตัวฮอนด้าบริโอ้ภายใต้แนวคิด The Perfect Happiness หรือความสุขที่ลงตัว โดยจะเปิดตัวต่อสาธารณชนในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 32 ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมืองทองธานี
เทคโนโลยีความปลอดภัยมีมาเพียบ ทั้งแบบเชิงป้องกันและเชิงรับ อาทิ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ถุงลมคู่หน้า โครงสร้างตัวถังเอกลักษณ์ เฉพาะตัวที่ออกแบบมาให้กระจายแรงกระแทกจากการชน และเข็มขัดนิรภัยชนิดปรับความตึงอัตโนมัติ
จุดเด่นที่น่าประทับใจอื่นๆของ บริโอ้ทุกรุ่น มีอาทิ พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS) ที่นั่งหลังพับเก็บได้พวงมาลัย ปรับระดับได้ ไฟสัญญาณประหยัดเชื้อเพลิง ECO ระบบปรับอากาศ สัญญาณเตือน (สำหรับเบรกมือ กุญแจ ไฟหน้าและเข็มขัดนิรภัย) ระบบล็อกป้องกันเด็ก กุญแจ WAVE ระบบ Immoblizer เข็มขัดนิรภัยและไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED
บรีโอ้ มีขนาดความยาว 3610 มม. กว้าง 1680 มม. และสูง 1485 มม. บนฐานล้อ 2345 มม. ทั้งนี้ ฮอนด้าเลือกที่ จะลดความสูงและขยายความกว้างของบริโอ้ เพื่อเพิ่มความรู้สึกกว้างสำหรับรถขนาดกะทัดรัด
ราคา ฮอนด้า บริโอ้
บริโอ้ รุ่น S MT (เกียร์ธรรมดา) ราคา 399,900 บาท
บริโอ้ รุ่น V MT (เกียร์ธรรมดา) ราคา 469,500 บาท
V AT (เกียร์อัตโนมัติ) ราคา 508,500 บาท
หมายเหตุ: ทุกรุ่นมาพร้อมถุงลมคู่ i-SRS (ฝั่งคนขับ) และ SRS (ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า) กับระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)
บริ โอ้มีสีให้เลือก 5 สี ได้แก่ เขียวเฟรชไลม์ (เมทัลลิก), ขาวทาฟเฟต้า, ฟ้าเซรูเลียน (เมทัลลิก), เงินอลาบาสเตอร์(เมทัลลิก), และดำคริสตัล(มุก)
Car2Hot
ป้ายกำกับ:
รถใหม่,
ราคารถใหม่,
ฮอนด้า บรีโอ้,
eco car,
Honda BRIO,
i-VTEC
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)