แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รถใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ลองขับ ฮอนด้า ซีอาร์วี ใหม่


มา แล้วครับ ผลการทดลองขับ ฮอนด้า ซีอาร์วี ใหม่ รถเอสยูวี สุด hot ซึ่งใครหลายคนกำลังจ้องจะเป็นเจ้าของอยู่..ลองมาดูกันว่า ซีอาร์วี ใหม่ เครื่องยนต์  2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ จะแจ่มแจ๋วเพียงใด
นิธิ ท้วมประถม
ฮอนด้า ซีอาร์วี ถือเป็นรถยนต์ประเภทรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ (เอสยูวี) ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในตลาดเมืองไทย และยังไม่มีรถยนต์ยี่ห้อไหนมาแซงหน้าไปได้ มีแต่ฮอนด้าเองที่สะดุดขาตัวเอง จากกรณีการแก้ไขปัญหาเสียงภายในรถไม่ได้จนลามไปถึงเหตุการณ์ทุบรถอันลือลั่น
ทำ ให้ยอดขายฮอนด้า ซีอาร์วี ในช่วงนั้นร่วงกราวจากพิษค้อนไปไม่น้อย แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นถือว่าเป็นบทเรียนของฮอนด้า และค่ายรถยนต์ทั้งหลายที่จะรับมือการแก้ไขปัญหาของลูกค้าในหลายๆ รูปแบบ
ล่าสุด ฮอนด้าก็ได้ฤกษ์เปิดตัว ฮอนด้า ซีอาร์วี โฉมใหม่ ไปเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากโดนโรคเลื่อนจากฤทธิ์น้องน้ำ ทำให้ต้องเลื่อนเปิดตัวที่เคยวางไว้ว่าจะเปิดตัวตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ฮอนด้า ซีอาร์วี ใหม่ นั้นทาง ฮอนด้า หมายมั่นปั้นมือเหลือเกินว่า จะกลับมาผงาดให้ได้ในตลาดรถยนต์เมืองไทยอีกครั้ง และผมก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงเหลือเกิน ทั้งจากรูปร่างหน้าตา ขนาดเครื่องยนต์ และราคา ที่ถือว่าได้เปรียบคู่แข่งอยู่ไม่น้อยทีเดียว เพราะมีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาด คือ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร โดยเครื่องยนต์ทั้งสองขนาดนี้สามารถเติมน้ำมัน อี85 ได้เสียด้วย
ครั้งนี้ผมมีโอกาสได้ลองขับเจ้า ฮอนด้า ซีอาร์วี ใหม่ รุ่นท็อป 2.4 EL ซึ่งเป็นรุ่นท็อปของซีอาร์วีใหม่ครับ โดยภายนอกของซีอาร์วีใหม่นั้นดูบึกบึน แต่แฝงไว้ด้วยความสปอร์ตเหมือนกันเรียกได้ว่า ผู้ชายใช้ได้ ผู้หญิงใช้ดี ก็แล้วกัน ผมเองนั้นชอบการออกแบบไฟหน้า HID (รุ่น 2.4 ลิตร) ของซีอาร์วีใหม่ครับ เพราะดูเหมือนเฉี่ยวๆ แต่มีสไตล์ในตัวเองไม่น้อย รวมถึงไฟท้ายที่เป็นแนวตั้งขนานไปกับกระจกหลัง ดูดีไม่น้อยทีเดียวครับ เหมือนๆ กับรถเอสยูวีของยุโรปบางยี่ห้อจริงๆ
ก้าว เข้ามาภายในตัวรถซีอาร์วีใหม่นั้น ต้องบอกได้เลยว่า ดูดีจริงๆ ครับ เรียบหรูดูภูมิฐานไม่น้อยและผมเชื่อว่าน่าจะถูกอกถูกใจ ลูกค้าคนไทยไม่น้อย เรียกว่าแค่เข้ามานั่งเฉยๆ ก็มีความสุขแล้วครับ และยิ่งรถที่ใช้ทดลองขับติดฟิล์มทึบด้วย ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในซีอาร์วีใหม่ดูหรูแบบคลาสสิกไปเลย
ทั้ง แผงคอนโซลหน้าที่มีมาตรวัดดูทันสมัย พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชันที่ในรุ่นท็อปมีปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และปุ่มปรับโหมดการแสดงผลหน้าจอคอมพิวเตอร์บริเวณคอนโซลหน้า ด้วยว่าจะแสดงข้อมูลอัตราการสิ้นเปลือง ข้อมูลการขับระยะทาง หรือเป็นแค่หน้าปัดนาฬิกา และยังมีปุ่มควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) อีกด้วย แต่ปุ่มควบคุมความเร็วอัตโนมัตินี้มีแต่ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตรเท่านั้น
มอง ไปคอนโซลกลางก็พบจอแอลซีดี แบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว เอาไว้แสดงทั้งดีวีดีและระบบนำทาง (เนวิเกเตอร์) กันให้เต็มที่ แต่ก็เหมือนเดิมครับ จอแอลซีดี เครื่องเล่นดีวีดี และเนวิเกเตอร์ มีแต่รุ่น 2.4 ลิตรเท่านั้นครับ ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร นั้นมีแต่เครื่องเสียงธรรมดาเท่านั้น
ก้าว เข้ามานั่งในห้องโดยสาร ปรับเบาะนั่งแบบไฟฟ้าที่เลื่อนไปมาได้อย่างนุ่มนวล จนได้ตำแหน่งที่เหมาะสม กดปุ่มสตาร์ตกันเลย เดี๋ยวนี้ปุ่มสตาร์ตกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานกันไปเสียแล้ว เมื่อพูดถึงปุ่มสตาร์ต ก็อดพูดถึงกุญแจรถของซีอาร์วีใหม่ไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ต้องเอาออกมาไขสตาร์ต แต่ขนาดของกุญแจก็ใหญ่โตเหลือเกิน เฮ้อ...ดูเชยชะมัด
สตา ร์ทแล้ว ยังต้องเงี่ยหูฟังครับว่า มีเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นหรือเปล่า เพราะเครื่องยนต์ซีอาร์วีครางเบาๆ เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงการเก็บเสียงที่ดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม
ลอง กันเลยดีกว่าครับ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว IVTEC ที่มีม้าอยู่ 170 ตัว ซึ่งจะออกมาวิ่งกันเต็มที่ในรอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 22.4 นิวตันเมตร ที่รอบเครื่องยนต์ 4,300 รอบต่อนาที นั้นจะเป็นอย่างไร
เปลี่ยน เกียร์จาก P มาเป็น D ลองกดคันเร่งเบาๆ ก่อนดีกว่า เพราะช่วงแรกยังคงอยู่ในเมืองการจราจรหนาแน่นพอควร โอ้ว โอ้ว...การออกตัวทันใจดีครับ ไม่อืดอาด เหมือนกำลังขับรถขนาดใหญ่อยู่เลย ถือว่าการออกตัวทำได้ดีทีเดียว
ลอง ขับด้วยความเร็วต้นๆ ระดับประมาณ 40-60 กม./ชม. แล้วลองกดคันเร่ง เพื่อหาจังหวะมุดซ้ายมุดขวา เอ๊ะ เอ๊ะ เริ่มต้องรอรอบให้เห็นเหมือนกัน แตะคันเร่งแล้วยังไม่มาต้องรอรอบเครื่องยนต์อีกสักนิดรถถึงจะกระชากออกไป

เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร
ส่วน การขับด้วยความเร็วสูงระดับ 100 กม./ชม.ขึ้นไป ผมไม่ค่อยประทับใจครับ เพราะรู้สึกว่าอัตราเร่งจะไม่ได้ดั่งใจเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากระบบขับเคลื่อนที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มาเป็นตัวหน่วงอัตราเร่งไปได้มากพอควร เรียกว่า ซิ่งไม่มันเท่าไหร่ครับ
แต่ หากขับไปแบบเนียนๆ ปล่อยให้ความเร็วไหลขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ไปเค้นอะไรเครื่องยนต์มากมายนัก ผมว่าซีอาร์วีตอบสนองได้ดีมากทีเดียว ตั้งแต่เสียงรบกวนที่มีเข้ามาน้อยมาก จะมีก็แต่เสียงยางขนาดขอบ 18 นิ้ว ที่ดังเข้ามาพอควร ส่วนการทรงตัวที่นิ่งดีจริงๆ โดยเฉพาะทางตรงยาวๆ นี่นั่งสบายมากเลยครับ ระบบกันสะเทือนก็ทำงานออกมาเป็นรถยนต์นั่งเลยคือ นุ่มนวล ไม่กระด้างเหมือนรุ่นก่อน
ด้าน ความแม่นของพวงมาลัย ผมชอบรุ่นเก่ามากกว่า เพราะรุ่นเก่าให้ความรู้สึกแม่นยำกว่า เข้าโค้งได้คมกว่า ในขณะที่ซีอาร์วีใหม่นี้พวงมาลัยไม่คมเท่า แต่ก็แลกกับการที่ขับสบายขึ้น โดยเฉพาะการขับในเมืองที่พวงมาลัยเบาๆ กลายเป็นเสน่ห์ของรถไปเสียแล้ว สาวๆ ชอบจริงๆ

Eco assist
อ้อ...ลืม ไปซีอาร์วีใหม่นี้ มีระบบ Econ ให้ด้วยนะครับ ซึ่งระบบนี้จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น หากอยากประหยัดก็กดปุ่มสีเขียวๆ ที่อยู่ด้านขวาของคอนโซลหน้าได้เลย ระบบนี้จะทำหน้าที่ควบคุมรอบเครื่องยนต์ไม่ให้จัดจ้านมากนัก นั่นหมายความว่าอัตราเร่งจะตื้อๆ รวมถึงระบบนี้จะปรับระบบแอร์ไม่ให้เย็นฉ่ำจนเกินไป ซึ่งผมก็ใช้ครับ ไม่มีปัญหาขับในเมืองเรื่อยๆ ใช้ระบบนี้ช่วย อัตราสิ้นเปลืองก็ 8.6 กม./ลิตร แต่หากขับไกลๆ ก็ 10.6 กม./ลิตร
หรือ ถ้าไม่อยากใช้ระบบ Econ ให้รำคาญ ก็ใช้ตัวช่วยอย่างตัว Coaching ซึ่งรถฮอนด้ารุ่นหลังๆ จะติดตัวช่วยนี้มาให้ที่มาตรวัดรอบเครื่องยนต์ โดยจะแสดงวงแหวนสีต่างๆ สัมพันธ์กับอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ถ้าเหยียบคันเร่งเรียบๆ วงแหวนสีเขียวจะเรืองขึ้นมา แต่หากเร่งเครื่องสีเขียวจะกลายเป็นสีแดง ซึ่งผมชอบนะครับ ส่วนหนึ่งทำให้มาตรวัดมีสีสันดี แต่อีกส่วนหนึ่งถือว่าเป็นการเตือนลักษณะการขับรถของเราไปในตัว
ที่ น่าสนใจอีกอย่างแบบลืมไม่ได้คือ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังของ ซีอาร์วี ใหม่ นั้นใหญ่มากครับ เหมาะกับครอบครัวที่สัมภาระเยอะๆ แถมในซีอาร์วีใหม่ นี้ยังมีระบบพับเบาะหลังให้แบนราบไปลงไปเพียงแค่ดึงก้านบังคับที่อยู่บริเวณ ห้องเก็บสัมภาระด้านหลังเบาๆ ก็พับได้แล้ว สะดวกมากครับ ไม่ต้องไปดึงเบาะปรับลงให้เหนื่อยเหมือนรุ่นก่อนๆ แล้ว ชอบครับ ชอบ
ภาพรวมแล้วผมชอบนะครับ กับซีอาร์วีใหม่ แต่ไม่ค่อยชอบเรื่องอัตราการสิ้นเปลือง ผมว่าถ้าอยู่ระดับประมาณ 12-13 กม./ลิตรได้ จะดีมาก
จุด เด่นอีกอย่างของซีอาร์วีใหม่คือ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังที่สามารถพับเบาะแถว 2 ให้แบนราบได้ง่ายๆ แค่ดึงคันบังคับบริเวณที่เก็บของด้านหลัง เบาะนั่งแถว 2 จะถูกพับอัตโนมัติแบนราบทันที ซึ่งเจ๋งมากๆ ครับ สุดยอดชอบมากเลยผม
กับ ค่าตัว 1,524,000 บาท รุ่นท็อป หากถอดระบบขับเคลื่อน 4 ล้อออกค่าตัวเหลือ 1,444,000 บาท ลองคำนวณดูครับ ว่าจะเลือกตัวไหน แต่ที่แน่ๆ ผมชอบอ่ะ ถ้ามีตังค์เติมน้ำมัน!!

แอร์หลัง

กล้อง และจอมองหลัง

http://www.roddb.com/images/banners/RodDB_88x31.gif

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ลองขับ : ฮอนด้า บรีโอ้ เล็กนี้ พริกขี้หนูจริง

ลองขับ "บริโอ้" อีโคคาร์คันแรกจากฮอนด้า กับอัตราเร่งจี๊ดจ๊าดเกินตัวที่มาพร้อมตัวเลขประหยัดน้ำมันที่เฉียด 20กิโลต่อลิตร
โดย...นิธิ ท้วมประถม
แม้ว่าบริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จะประกาศหยุดรับจอง ฮอนด้า บริโอ้ รถยนต์อีโคคาร์ รุ่นที่ 2 ของประเทศไทยไปเมื่อปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เพราะขาดแคลนอะไหล่บางชิ้นที่ต้องส่งมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโรงงานผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว และสึนามิ
แต่ปัญหาเหล่านั้น ก็ไม่ได้ทำให้บริษัทฮอนด้า ถอดใจ แต่อย่างใด โดยยังเดินหน้าจัดทดลองขับ ฮอนด้า บริโอ้ ตามเดิม แม้ว่าจะยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า จะสามารถส่งมอบรถ ฮอนด้า บริโอ้ ให้ลูกค้าได้เมื่อใด
เรามั่นใจว่า สินค้าของเราดี จึงต้องการให้ทุกคนได้สัมผัสกับ ซึ่งเชื่อว่าสมรรถนะของฮอนด้า บริโอ้ จะทำให้ทุกคนพอใจ และนำไปบอกต่อกับลูกค้าของเราได้” คำพูดนี้ เป็นคำพูดของ อาซึชิ ฟูจิโมโตะ ประธานบริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ที่บอกถึงสาเหตุที่ไม่เลื่อนทริปการทดลองขับ ฮอนด้า บริโอ้
เส้นทางการลองขับ ฮอนด้า บรีโอ้ ที่ทางทีมงานกำหนดไว้ คือ ตัวเมืองเชียงราย-ดอยตุง ระยะทางไปกลับกว่า 100 กิโลเมตร ที่ผมมองว่าเป็นเส้นทางที่ค่อนข้าง “โอหัง” พอสมควร กับรถยนต์คันเล็กๆ ที่มีเครื่องยนต์เพียง 1.2 ลิตร กับเส้นทางที่ค่อนข้างชันยามขึ้นดอยตุง แต่ทีมงานฮอนด้า คงจะมั่นใจว่า บริโอ้ “มีดี” พอที่จะอวดละมั้ง
ฮอนด้า บรีโอ้ สีน้ำเงินเข้ม จอดรอผมอยู่ด้านหน้าโรงแรม พร้อมที่จะให้ไป “ลองของ” อีโคคาร์ รุ่นที่ 2 ของเมืองไทยกันจริงๆ แล้ว
บริโอ้ นั้นถูกออกแบบมาบนแนวความคิด 3 ประการคือ 1.การออกแบบที่ล้ำสมัย 2.การจัดวางที่มีประสิทธิภาพ คือ การขับขี่ในเมืองได้อย่างคล่องตัว และมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอสำหรับการใช้งาน และ 3.สมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ คือทั้งประหยัดน้ำมัน และขับได้อย่างเพลิดเพลิน
ก็ต้องมาดูกันครับว่า ตัวจริงเสียงจริงของบริโอ้ นั้นเป็นไปอย่างที่ฮอนด้า คิดหรือเปล่า เริ่มตั้งแต่การออกแบบ บริโอ้ ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบหน้าตาของ บริโอ้ เท่าไหร่ ดูยังไงไม่รู้ ด้านหน้าก็ดูสวยดี แต่ด้านหลังดูตลกๆ ด้วยความเป็นรถ 5 ประตู ทำให้ด้านท้ายดูสั้นๆ แปลกตาครับ หากใครไม่ชอบรถ 5 ประตู จะรอบริโอ้ เวอร์ชั่น 4 ประตู ที่อีก 2 ปี กว่าจะเปิดตัวก็ไม่ว่ากัน
เดินดูรอบๆ แล้วบอกได้เลยว่าขนาดของบริโอ้ นั้นกระทัดรัดดีครับ เหมาะแน่ๆ หากจะใช้งานในเมือง ซุกหน้าเข้าไปจอดแถวไหนก็สะดวก บานประตูหลังเป็นกระจกทั้งบานครับ เวลาเปิดก็ยกกระจกขึ้นมาเลย เก๋ดีไม่น้อยทีเดียว ซึ่งฮอนด้าบอกว่าที่ทำฝาท้ายเป็นกระจกทั้งบาน ก็เพื่อทำให้ทัศนวิสัยการมองหลังกว้างกว่าปกติ
เปิดประตูรถก้าวเข้ามาภายใน ก็ค่อนข้างแปลกตากับ วัสดุภายในของบริโอ้ ที่ดูจะมีคุณภาพน้อยไปนิด เพราะเราจะคุ้นกับวัสดุภายในของรถยนต์ฮอนด้า ที่ค่อนข้าง “เนี้ยบ” พอมาเจอกับวัสดุประเภทประหยัดต้นทุนเลยไม่ค่อยคุ้นตาครับ แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากก็ไม่มีปัญหา
ฮอนด้า ออกแบบสีภายในตัวรถบริโอ้ ให้เป็นทูโทนทั้งหมดครับ ทั้งเบาะรถและคอนโซลหน้า ที่เป็นสีน้ำตาล และดำ ซึ่งฮอนด้า บอกว่าต้องการให้ดูไฮโซ ก็ว่ากันไป มีที่วางแก้วน้ำ 2 ใบ ที่คอนโซลกลาง ซึ่งถือว่าพึ่งพาได้ดีกว่า ที่วางขวดน้ำบริเวณแผงข้างประตูที่ค่อนข้างแคบครับ แค่จะเอามือสอดไปก็ยากแล้ว
แต่ที่ผมชอบคือ มาตรวัดแบบ 3 วง ที่วางซ้อนกันดูทันสมัยดีครับ มาตรวัดขนาดใหญ่ตรงกลางคือมาตรวัดความเร็ว ที่มีจอแสดงข้อมูลทั้งอัตราการสิ้นเปลือง ระยะทาง ติดตั้งไว้ด้วย ส่วนมาตรวัดแบบครึ่งวงกลมด้านซ้ายคือมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ และมาตรวัดด้านขวาคือ ไฟแสดงสถานะต่างๆ ของรถครับ
เบาะนั่งคนขับปรับระดับเอนได้ เลื่อนหน้า-หลังได้ แต่ไม่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ แต่เบาะก็หนานุ่มพอใช้ครับ นั่งสบายดีไม่เมื่อยหลังครับ ความกว้างขวางของที่นั่งคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้านั้นบอกได้ว่าเหลือเฟือ ไม่แคบเลยสักนิด นั่งสบายใช้ได้เลยทีเดียว
ส่วนที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังนั้นผมลองไปนั่งแล้ว ก็พอไหวครับ พื้นที่วางขาอาจจะน้อยไปนิด แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่ผู้โดยสารตอนหลังต้องระวังหน่อยนะครับ อย่าเผลอหลับ ไม่อย่างนั้นเวลารถออกตัวหัวจะผงกไปด้านหลังแบบเวลาเราเผลอนั่งหลับบนรถเมล์ นั่นแหละครับ ก็เบาะนั่งตอนหลังของบริโอ้ นั้นไม่มีหมอนรองศรีษะไว้รับแต่อย่างใด
ระบบเครื่องเสียงก็โอเค ที่ให้มาใช้ได้แล้วครับ แต่ไม่มีเครื่องเล่นซีดี มีแต่ช่อง USB กับ ช่องต่อ AUX ใว้เชื่อมต่อกับไฟล์เพลง และเครื่องเล่นเอ็มพี 3 แทน ก็สะดวกไปอีกแบบครับ พกแค่ USB ก็ฟังเพลงได้ถึงเชียงใหม่แล้ว
ภายในของ ฮอนด้า บริโอ้ นั้นภาพรวมถือว่าผ่านเลยครับ แต่ที่น่าติอยู่อย่างคือ ช่องเก็บของข้างประตูทั้ง 4 บาน ในส่วนที่เป็นประตูนั้นฮอนด้า ไม่ได้เก็บสีให้เป็นสีเดียวกับภายใน กลับปล่อยเป็นสีเปลือยของตัวรถ เลยดูราคาถูกไปเลย ส่วนลำโพงหลังนั้นมีแต่ กรอบลำโพงนะครับ ไม่มีเสียงออกมา เวลาซื้อไป ก็ไปเพิ่มกันเอาเองแล้วกัน
เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังให้มากขึ้นกว่าปกติ เวลาพับเบาะหลังแล้ว เบาะไม่ได้แบนเรียบเหมือนกับเบาะหลังของฮอนด้าแจ๊สนะครับ แต่ก็ถือว่าเพิ่มพื้นที่มาได้มากแล้ว
ทัศนวิสัยในการชับขี่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก กระจ่างตาดีครับทั้งกระจกด้านหน้า และกระจกหลัง ที่ฮอนด้า ออกแบบให้ฝาด้านท้ายเป็นกระจกทั้งบาน นั้นทำให้เวลามองกระจกหลังแล้วกระจ่างตาเหลือเกิน มุมมองด้านหลังกว้างมากครับ เยี่ยมไปเลย
เริ่มขับกันดีกว่าครับ เริ่มกันที่เกียร์อัตโนมัติก่อนเลย สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วไปเลยครับ คาตำแหน่งเกียร์ไว้ที่ D นี่แหละจะได้รู้ไปเลยว่าเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 90 แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิด 110 นิวตันเมตร ทีรอบเครื่องยนต์ 4,800 รอบต่อนาที นั้นจะไหวหรือเปล่า
เพียงแค่ออกตัว ก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจแล้วครับ กับอัตราเร่งที่บอกได้เลยว่าเหนือว่าที่คิดไว้มากทีเดียว พุ่งปรู๊ดออกจากตำแหน่งไปอย่างรวดเร็ว
เครื่องยนต์ 1.2 ลิตรทำงานได้ดีเกินตัวแล้วครับในสัมผัสแรกของผม การออกตัวดีมาก ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องตามหลังรถที่มีเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่า หากเป็นการใช้งานในเมือง ติดตามไฟแดง แล้วออกตัว ไม่เป็นรองใครแน่นอน
อัตราการเร่งเมื่อถนนโล่งๆ ก็ทำได้ดีทีเดียว พุ่งจี๊ดจาดเกินตัวทีเดียว อัตราเร่งในความเร็วปานกลางตั้งแต่ระดับ 60 กิโลเมตรต่อชั่มโมงไปจนถึง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไว้ใจได้เลยครับ แต่หากความเร็วมากกว่านี้ ก็ต้องรอรอบเครื่องยนต์สักนิด 
 เกียร์อัตโนมัติซีวีที ทำงานได้ราบเรียบมาก การปรับเปลี่ยนเกียร์ค่อนข้างนุ่มนวลทีเดียว ถือว่าฮอนด้าพัฒนาเกียร์ซีวีที ตัวนี้ได้สมบูรณ์แบบมากๆ ขับสบายเลยครับ
การขับขี่ในเมืองผ่านแบบต้องปรบมือให้ และเมื่อขับขึ้นเขา อย่างเส้นทางขึ้นดอยตุงที่ชันไม่ใช่เล่น ก็ต้องประทับใจในแรงบิดของ บริโอ้ อีกครั้ง เพราะสามารถอัดขึ้นเขาได้แบบหายห่วง
สำหรับทางที่ชันมาๆ ปรับเกียร์ลงมาที่เกียร์ 2 ก็เหลือเฟือที่จะไต่เขาชันๆ ได้แบบชิล ชิล แถมยังแซงรถข้างหน้าที่ใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตรได้อีกด้วย
เครื่องยนต์บล็อกนี้ของฮอนด้า บรีโอ้ นี้เยี่ยมครับทั้งในเรื่องอัตราเร่งและความประหยัด
หากขับแบบเรื่อยๆ จะเห็นไฟที่หนาปัดคำว่า ECO สีเขียวแสดงขึ้นมาแปลว่ากำลังอยู่ในโหมดการขับขี่แบบประหยัด ซึ่งผมพบว่าหากขับที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์ไม่เกิน 2,500 รอบต่อนาที ไฟ ECO จะขึ้นโชว์ตลอด แต่หากกดคันเร่งแล้วรอบเครื่องยนต์เกิน 2,500 รอบต่อนาที ไฟก็จะดับไป ก็ถือว่าดีครับ จะได้ช่วยเตือนให้เราขับกันแบบประหยัด
ซึ่งผมขับที่ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไฟ ECO นี้ก็ยังขึ้นอยู่ถือว่าผ่านแล้วครับ และเมื่อขับความเร็วนิ่งๆ ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลองมองอัตราสิ้นเปลืองที่จอประมวลผลปรากฏว่าอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 19.6 กิโลเมตรต่อลิตร!!
แต่หากลองอัดหนักๆ ความเร็วไปที่ 140 กิโลเมตรนิดๆ ความเร็วจะถูกล็อกไว้ครับ ไม่ให้ไปเร็วกว่านี้แล้วครับ อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 13.8 กิโลเมตรต่อลิตร
ความเร็วสูงสุดของ บริโอ้ ถูกล็อกไว้ที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าพอเพียงแล้วครับ กับรถขนาดเล็กอย่างนี้ หากเร็วมากกว่านี้ น่ากลัวแล้วครับ
ช่วงล่างไว้ใจได้ เอาอยู่แน่นอน กับการใช้งานแบบปกติ และด้วยความเร็วที่ค่อนข้างสูง
แต่สิ่งที่ต้องรอพิสูจน์อีกอย่าง คือ ฮอนด้า บริโอ้ ไม่มีใบปัดน้ำฝนหลัง และไล่ฝ้ากระจกหลัง ซึ่งผมกังวลในเรื่องนี้มากว่าจะส่งผลต่อการขับขี่ เพราะด้วยความเป็นรถ 5 ประตู กระจกหลังจะเต็มไปด้วยละอองน้ำ และฝุ่นอยู่แล้ว แต่ทางทีมงานฮอนด้า บอกว่า ได้ออกแบบฮอนด้า บริโอ้ อย่างดีไม่มีปัญหานี้แน่
ส่วนเรื่องระบบไล่ฝ้าหลังนั้น เห็นว่าตามปกติ ผู้ขับขี่ทักไม่ได้ใช้ระบบนี้ก็เลยไม่ได้ติดมา ฟังแล้วก็เซ็งๆ ไปเหมือนกัน กับการลดต้นทุนในส่วนที่ไม่ควรลด เรื่องนี้ต้องขอพิสูจน์ อีกครั้ง
จะว่าไปก็ติได้แค่นี่ละครับ นอกนั้นต้องยกนิ้วให้ บอกไว้เลยว่า แม้ว่าจะต้องรอรถนานกว่า 6 เดือน แต่ก็คุ้มค่าที่จะรอครับ 


วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

RG ชิงเปิดตัวเบนซ์วีโต้ใหม่ หน้าเฉียบเพริศหรูเครื่องกระหึ่ม

Pic_168005
3ค่าย​เบนซ์ รามคำแหง กรุ๊ป หรือ BRG ของ​เสี่ย​สมศักดิ์ ศรี​รั​ตน​ประ​ภาส ยัง​โชว์​ฟอร์ม​ความ​เป็น​ผู้​นำ​ธุรกิจ​นำ​เข้า​รถยนต์​อิสระ

ด้วย​การ​สยาย​ปีก​ใน​ธุรกิจ​รถ​นำ​เข้า​ให้​กระหึ่ม​มาก​ขึ้น
โดย ​ล่า​สุด ได้​ขยาย​โชว์รูม​หรู​และ​ศูนย์บริการ​มาตรฐาน​เพิ่ม​เป็น 4 แห่ง คือ​ที่​รามคำแหง ซึ่ง​เป็น​สำนักงาน​ใหญ่, สาขา​รัชโยธิน, สาขา​ภูเก็ต

และ​ล่า​สุด​สาขา​ศรีนครินทร์ พร้อม​เปิด​เต็มตัว​ต้น พ.ค.​นี้
นอกจาก ​นี้​ ยัง​ได้​ทยอย​สั่ง​นำ​เข้า​รถ​ใหม่​หลาก​รุ่น​สารพัด​ยี่ห้อ ทั้ง​จาก​ค่าย​รถ​ยุโรป​และ​ค่าย​รถ​ญี่ปุ่น มา​เอาใจ​นักเลง​รถ ด้วย

จุด​ขาย​ออ​ป​ชัน​เต็มๆ ราคา​โดน​ใจ พร้อม​บริการ​หลัง​การ​ขาย​สุด​เนี้ย​บ

ทั้ง นี้ เพื่อ​เป็น​การ​ฉลอง​สาขา​ใหม่ จึง​ได้​ช่วงชิง​จังหวะ​การ​เปิด​ตัว​ก่อน​ใคร​สำหรับ​รถ​ตู้ “เบนซ์  วี​โต้​ใหม่” ใน​สไตล์​เฟซ​ลิฟต์ หรือเปลี่ยนหน้า​ทา​ปาก พร้อม​ปรับปรุง​เครื่อง​ใหม่​ให้​กระหึ่ม​มาก​ขึ้น
จุด เด่น​ของ​เบนซ์ วี​โต้​ใหม่ อยู่​ที่​ด้าน​หน้า​ได้​ปรับ​เปลี่ยน​ใหม่​ให้​เฉี่ยว​คม​หรู​เท่​มาก​ขึ้น ฝา​กระโปรง​หน้า​พร้อม​กระจัง​หน้า​เปลี่ยน​ใหม่​หมด  เพิ่ม​ความ​เพ​ริ​ศ​หรู​ดู​โค้ง​มน​เท่​ทันสมัย ไฟ​หน้า​ใหม่​คมกริบ​พร้อม​มี​ไฟ LED

ด้าน​ข้าง​เล่น​เส้นสาย​เพิ่ม​ความ​พลิ้ว​หรู  พร้อม​ล้อ​แม็​กลาย​ใหม่ ประตู​สไลด์​ไฟฟ้า​ทั้ง 2 ด้าน

ห้อง ​โดยสาร​ภายใน​เพิ่ม​ความ​โอ่อ่า​หรูหรา  พวงมาลัย​ใหม่​ทั้ง​ยัง​เป็น​แบบ​มัล​ติ​ฟัง​ก์ชั่น อุปกรณ์​อำนวย​ความ​สะดวก​พร้อมพรั่ง

เติม​ความ​เพ​ริ​ศ​หรู​ทรง ศักดิ์​อัคร​ฐาน​ด้วย​เบาะ​นั่ง​หนัง​แท้​ซุปเปอร์​วี​ไอ​พี​สามารถ​ปรับ​ เบาะ​ที่นั่ง​ได้ 6 ทิศทาง​ด้วย​ระบบ​ไฟฟ้า ด้าน​ข้าง​เย็บ​หุ้ม​หนัง​สุด​จี๊ด มา​พร้อม​ลายไม้​ใหม่ โดย​พวงมาลัย​และ​หัว​เกียร์​ลายไม้​หุ้ม​หนัง​แท้

มา​พร้อม​ระบบ​ความ​บันเทิง​มัล​ติ-มีเดีย​ที่​จัด​ให้​เต็มเหนี่ยว พร้อม​จอ 19 นิ้ว
เสี่ย ​สมศักดิ์​ย้ำ​ว่า​  สำหรับ​ห้อง​โดยสาร​ภายใน BRG ได้​ใช้​ทีม​ช่าง​มือ​ฉมัง​ที่​มี​ประสบการณ์​ใน​การ​ตกแต่ง​รถ​เบนซ์​ตู้​ มา​ช้านาน จึง​ไม่​ต้อง​ห่วง​ใน​ความ​ประณีต​และ​ความ​เพ​ริ​ศ​หรู​ที่​จัด​ให้​แบบ​ เต็มๆไม่​มี​อั้น

มา​พร้อม​เครื่องยนต์​ดีเซล​ใหม่ 122 CDI ขนาด​เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร วี 6 เครื่อง​หัว​ฉีด​คอ​ม​มอ​นเรล​ใหม่ ให้​ขุม​พลัง 224 แรงม้า​ที่ 3,800 รอบ​ต่อ​นาที แรง​บิด​สูง​สุด 440 นิว​ตัน​เมตร​ที่ 1,400-2,400 รอบ​ต่อ​นาที เกียร์​ออ​โต 5 สปีด​แบบ​วัน​ทัช
ระบบ ​ความ​ปลอดภัย​มา​เต็ม​พิกัด ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ระบบ​เบรก​เอ​บี​เอส ระบบ​กระจาย​แรง​เบรก ระบบ​ช่วย​เบรก BAS ระบบ​ควบคุม​การ​ทรง​ตัว​อัตโนมัติ ESP พร้อม​ถุง​ลม​นิรภัยคู่​หน้า

ทั้ง​ยัง​มี Parktronic เซ็นเซอร์​ช่วย​ใน​การ​นำ​รถ​เข้า​จอด

สนนราคา​ปกติ 3.49 ล้าน​บาท

แต่​พิเศษ​สุด​สำหรับ​ช่วง​นี้ เสี่ย​สมศักดิ์​ใจดี​เคาะ​ให้​ราคา​พิเศษ 3.39 ล้าน​บาท

ว้าว!!!

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

NEW CAR OF THE MONTH

Pic_167212
รถใหม่ 6 คันประจำเดือนเมษายนที่เริ่มออกวางขายแล้วทัั่วโลก...



Toyota Prius C Concept 2012
รถ ต้นแบบของโมเดล Prius จาก Toyota เผยโฉมแล้วในงานปารีส มอเตอร์โชว์ นี่คือรถต้นแบบแนวคิดในการอนุรักษ์พลังงานคันล่าสุดจากค่ายสามห่วง มันถูกกำหนดให้มีบุคลิกที่ตอบสนองต่อการใช้งานภายในเมืองของคนรุ่นใหม่ด้วย ขนาดตัวถังที่เล็กลง สื่อให้เห็นถึงรูปทรงในอนาคตของโมเดล Prius ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกจากสมรรถนะในการประหยัดเชื้อเพลิงและมีส่วนประกอบ ที่ร่วมอนุรักษ์การใช้ทรัพยากรของโลก




Toyota Prius C Concept 2012
รถ Prius C Concept เป็นรถเล็กเครื่องยนต์ลูกผสม มอเตอร์ไฟฟ้า-เบนซินหรือดีเซลขนาดเล็กลง ถูกออกแบบเพื่อเติมช่องว่างของรถไฟฟ้าที่ไม่สามารถวิ่งทางไกลได้ (เกินกว่า 200 กิโลเมตร) มันแตกต่างจาก Prius รุ่นปัจจุบันเพียงแค่ขนาดของตัวถัง ซึ่งถูกออกแบบให้มีรูปทรงที่กระทัดรัดมากยิ่งขึ้น ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักโดยเครื่องยนต์ทำหน้าที่เพียงชาร์จไฟ เข้าสู่แบตเตอร์รี และจะเข้ามาทำงานแทนมอเตอร์ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็นเพื่อการประหยัดเชื้อเพลิงแบบ สูงสุด จนกว่ารถยนต์แบบมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบจะสามารถจัดการกับการเก็บพลังงานและ การใช้พลังงานให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เครื่องยนต์ของเจ้า Toyota Prius C Concept ยังไม่มีรายละเอียดใดๆออกมาแต่อาจเป็นไปได้ว่ามันจะมีให้เลือกทั้งแบบเบนซิน และดีเซล ซึ่งปริมาตรความจุเมื่อเปรียบเทียบกับรูปทรงของมันแล้ว เครื่องยนต์ของ Prius C Conceptไม่น่าจะใหญ่โตเกินไปกว่า 1500 ซีซี.



Toyota Prius V 2011
มา ดูโมเดลแยกย่อยล่าสุดของเจ้า Toyota Prius ที่ขยันออกมาเปิดเผยสู่สายตาของผู้นิยมรถยนต์ประหยัดพลังงานในรูปแบบของ Hybrid รถ Toyota Prius V มีรูปแบบผสมผสานกันระหว่าง Prius โมเดลปัจจุบันซึ่งถูกนำมาปรับให้มีส่วนท้ายคล้ายกับรถสเตชั่นแวนก้อน จุดประสงค์ในการออกแบบเพื่อเพิ่มเติมพื้นที่ในการขนสัมภาระให้กว้างและมาก ยิ่งขึ้นอีก 50% รวมถึงพื้นที่ของห้องโดยสารที่กว้างมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย การออกแบบบั้นท้ายของเจ้า Toyota Prius V ยังคงรูปแบบของระบบแอร์โรไดนามิคอยู่เหมือนเดิม ทำให้ตัวเลขสัมประสิทธิแรงต้านทานอากาศใกล้เคียงกับเจ้า Prius ตัวปัจจุบัน เบาะหลังยังสามารถพับได้แบบ 40:60 ส่วนพละกำลังยังคงเป็นเครื่องยนต์เบนซินตัวเดิมรหัส 2ZR-FXE 4 แถวเรียง 4 กระบอกสูบ พร้อมระบบวาว์ลแปรผัน VVT-i ให้กำลัง 134 แรงม้าโดยมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงขึ้นเล็กน้อยจากขนาดที่ใหญ่ขึ้น ของตัวถัง ที่ 17.80 กิโลเมตรต่อลิตร ภายในห้องโดยสารยังคงใช้วัสดุที่อนุรักษ์ทรัพยากรของโลก แต่ชุดคอนโซลได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งทำออกมาได้ลงตัวใช้ได้เลยทีเดียว



Volkswagen New Passat 2011
บริษัท รถยนต์ยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน Volkswagen เปิดตัวรถยนต์ซีดาน 4 ประตูรุ่นใหม่ Volkswagen New Passat 2011มาพร้อมกับการปฏิวัติใหม่หมดจรดทั้งภายในและภายนอก มาตรฐานของความแข็งแกร่งทนทานในสไตล์ Volkswagen ยังคงอยู่เหมือนเดิมแต่ถูกปรับภาพลักษณ์ด้านมุมมองให้ทันสมัยขึ้นมากกว่า รุ่นเก่าชนิดเทียบกันไม่ติด รถ Volkswagen New Passat 2011 เริ่มวางขายแล้วในตลาดรถของสหรัฐอเมริกาโดยใช้รุ่นแยกย่อยเพื่อให้ลูกค้ามี ทางเลือกมากยิ่งขึ้น เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 กระบอกสูบยังคงได้รับความนิยมสูง ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน 5-6 กระบอกสูบจะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของกลุ่มลูกค้าผู้ภักดีในแบนรด์ รูปร่างหน้าตา New Passat ที่ขายในยุโรปจะแตกต่างจากตัวที่ขายในอเมริกาอยู่บ้าง โดยมีภายในที่งดงามกับช่วงล่างอึดๆของมันเป็นจุดเด่นในการนำเสนอ



Mercedes Benz C-Class Facelift 2011
C-Class โมเดลปรับโฉมเล็กๆที่ใช้ความสง่างามกับสมรรถนะของการขับเคลื่อนเป็นรูปแบบใน การนำเสนอ การปรับโฉมแบบ Minor Changeใช้ชิ้นส่วนใหม่ถึงกว่า 2000 ชิ้น ซึ่งรวมไปถึงการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ดูดีขึ้น ลดความแข็งกระด้างของภายในรถรุ่นแรกได้ดี การใช้ฝากระโปรงหน้าแบบอลูมินัมอัลลอยช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินลงไปได้บ้างแต่ ไม่มากนัก ฟังก์ชั่นระบบช่วยขับ (ออฟชั่นยุโรป) มีมากถึง 10 ฟังก์ชั่น รองรับการขับขี่ในทุกรูปแบบและทุกสภาพอากาศ ระบบ Stop-Start และ Benz BlueEfficiency ช่วยให้มันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้เครื่องยนต์รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นถึงกว่า 30 % เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซลเทอร์โบ 4-6 กระบอกสูบ ส่วนรุ่นสุดขั้วอย่าง C-Class AMG ที่วางเคร่ืองยนต์V8 จะตามออกมาในอีกไม่นานนักต่อจากนี้ ส่วนตัวถังมี 2 แบบคือซีดาน 4 ประตูและ แวน 5 ประตู สำหรับลูกค้าที่ชอบความหรูหราและแตกต่าง



Infiniti M And M-Hybrid 2011
Nissan ในแผ่นดินอเมริกาเปิดตัวรถซาลูนสุดหรูรุ่น Infinniti M Hybrid ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม หลังคาที่ลาดเอียงกับบั้นท้ายกลมมนและโป่งซุ้มล้อที่อวบอ้วนทำให้เจ้าซาลูน ตัวหรูคันนี้ดูงดงามมากกว่ารุ่นเก่าแบบเห็นๆ เส้นสายที่อ่อนช้อยประสานไปกับพลังของเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกทั้งเบนซิน V6 3.7 ลิตร รหัส M56 330 แรงม้าและเครื่องยนต์ลูกผสมแบบ Hybrid รหัส M57 3.5 ลิตร 360 แรงม้า สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าที่ส่งถ่ายลงไปยังมอเตอร์คู่ที่ล้อหน้าและใช้ ความเร็วได้ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (แต่มันวิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆได้ระยะทางไม่ไกลนัก) ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดรุ่นล่าสุดพัฒนาโดย Nissan ส่วนการปล่อยมลภาวะก็มีตัวเลขที่ลดลง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในรุ่น Hybrid เฉลี่ย 12.53 กิโลเมตรต่อลิตร รุ่นแยกย่อยของเจ้า Infinniti M 2011 ยังมีให้เลือกซื้อทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับ 4 ล้อ AWD เทคโนโลยีขั้นก้าวหน้าของการขับขี่ถูกบรรจุอยู่มากมาย เช่นระบบเรดาร์ Lane Departure Warning ที่ทำงานกับชุดเซนเซอร์รักษาระยะห่างด้านหน้า ระบบ Intelligent Brake Assist ช่วยเบรคฉุกเฉิน Forward Collision ใช้เรดาร์สแกนที่ตำแหน่งด้านหน้าเพื่อช่วยเตือนผู้ขับและอื่นๆอีกเพียบ ภายในตกแต่งอย่างหรูหราเพื่อยกระดับแบรนด์ให้เทียบเท่า BMW หรือ Mercedes Benz รวมถึงคู่แข่งร่วมสัญชาติอย่าง Lexus ในสหรัฐอเมริกามันน่าจะทำตลาดได้ดีเหมือนอย่างเคย



Audi A6 3.0 TFSI
ซี ดาน 4 ประตูประสิทธิภาพสูงจากเยอรมันคันนี้คือรถที่คนรุ่นใหม่ต้องการ นี่คือรถโมเดล A6 คันล่าสุดจากค่าย 4 ห่วง กระจังหน้าที่สุดดุดันจากรุ่นเครื่องยนต์เบนซินรวมถึงชายล่างคมๆกับไฟหน้า ซีนอนใหม่ส่งประกายให้ตัวรถดูงดงามมากขึ้น มันมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ DSG ทวินคลัตช์ 7 สปีด เครื่องยนต์ V6 กำลัง 295 แรงม้าพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro อันลือลั่น แถมออฟชั่นพิเศษเป็นเฟืองท้ายชุดหลังควบคุมด้วยสมองกลไฟฟ้าที่ซับซ้อน ให้ประสิทธิภาพในการส่งถ่ายพลังจากเครื่องยนต์ลงสู่ล้อทั้ง 4 อย่างหมดจรดและเด็ดขาด ช่วงล่างที่กระด้างแต่ยึดเกาะแบบสุดๆกับล้ออัลลอย 19 นิ้วพร้อมยางซิ่งแก้มเตี้ยขนาด 255/40/R19 พวงมาลัยไฟฟ้า คันเร่งไฟฟ้าทำงานประสานกันในทุกย่านความเร็วด้วยไมโครโปรเซสเซอร์รุ่น ก้าวหน้า พัฒนามาเพื่อความเป็นที่สุดของรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตรจากมันสมองของพวกวิศวกรเยอรมนี ระบบ Stop-Start Engine ยังทำงานร่วมกันกับการออกตัวได้ดีขึ้นอีกด้วย.

Arcom Roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

NEW HONDA CIVIC CONCEPT 2012

Pic_163626

Honda เปิดผ้าคลุมรถต้นแบบ Civic รุ่นใหม่ล่าสุดโมเดล 2012 ในงานแสดงรถยนต์ The North American International Auto Show ที่เมืองดีทรอยท์...


รถ Compact-Sedan ยอดนิยมรุ่น Civic ของค่าย Honda เปิดตัวแล้วด้วยรถต้นแบบรุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2012 ซึ่งเป็นรถต้นแบบแนวคิดที่สานต่อความสำเร็จของรุ่น Civic โมเดลที่ 9 ประจำปี 2012 โดยมีตัวรถให้เลือก 2 แบบ คือ ซีดาน 4 ประตูและคูเป้ 2 ประตู รูปทรงโดยรวมมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโมเดลปัจจุบันที่ออกขายทำตลาดมา นานกว่า 6 ปีแล้ว

รูปโฉมของเจ้า New Civic Concept 2012 ยังคงเป็นรถครอบครัวขนาดกระทัดรัดที่มีแบบตัวถังให้เลือกถึง 2 รุ่น ทั้งแบบซีดานและสปอร์ตคูเป้ รถ Civic รุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2012 นี้จะเริ่มประกอบและส่งขายในตลาดสหรัฐอเมริกาก่อนประเทศอื่นๆภายในช่วงฤดู ใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ การออกแบบตัวรถทั้งหมดใช้แนวคิด Civic For All People หรือรถยนต์ Civic สำหรับทุกคน ซึ่งเป็น Concept เก่าแก่ที่ใช้มานานตั้งแต่รถ Civic โมเดลแรกสุดทำการเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี คศ 1972

รถ Honda Civic ทุกรุ่นเป็นรถครอบครัวขนาดกระทัดรัดที่มีความคล่องตัวและปราดเปรียวจากการ ออกแบบและวัตถุประสงค์ของการใช้งานภายในเมืองใหญ่ทั่วโลก นับได้ว่ามันเป็นรถที่ขับได้สนุกคันหนึ่งของค่าย Honda รวมถึงมีราคาที่ทุกคนสามารถหาซื้อมาเป็นพาหนะส่วนตัวได้ไม่ยากจากค่าตัวที่ ไม่สูงเท่ากับรถยนต์จากทวีปยุโรป อุปกรณ์ทั้งภายนอกและภายในดีไซน์เพื่อรองรับการใช้งานที่กว้างขวางขึ้น มิติตัวถังของเจ้า New Civic 2012 มีขนาดพอๆกันกับโมเดลที่ 8 (รุ่นปัจจุบัน) แต่ปรับจูนรายละเอียดต่างๆให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าและไฟหน้ายังมีรูปแบบอนุรักษ์นิยมซึ่ง Honda ใช้หน้ากระจังแบบนี้บนตัวรถหลายรุ่นมาแล้ว มุมทั้งสองด้านของชุดสปอยเลอร์ยังมีไฟ LED Daytime Runing ตามสมัยนิยม ด้านข้างที่เรียบลื่นมีเส้นคมๆลากจากขอบบนของบังโคลนหน้าไปจนจรดมุมของไฟ ท้าย เสาหน้ายังคงใช้องศาที่ลาดเอียงเหมือนเดิมเพื่อลดแรงต้านของอากาศ ไฟท้ายทรงสามเหลี่ยมกับสปอยเลอร์หลังอาจโดนปรับแก้เมื่อทำการผลิตออกขายจริง ในช่วงกลางปีนี้ เนื่องจากมันดูขาดรายละเอียดและความเฉียบคมลงไปเมื่อเทียบกับบั้นท้ายของ Civicในโมเดลปัจจุบัน ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว บวกยาง 225/50/r17 กับฐานล้อและช่วงล่างโดนปรับแก้ให้มีความแม่นยำในการควบคุมเพิ่มขึ้น ส่วนระบบพวงมาลัยยังคงใช้พวงมาลัยแบบ EPS ไฟฟ้าที่แปรผันอัตราทดไปตามความเร็วและเพื่อลดทอนน้ำหนัก

ส่วน โมเดลคูเป้ 2 ประตูที่เข้ามาสานต่อความดุดันของ Civic Sport Model ซึ่งขาดหายไปในรุ่นที่แล้ว มีความงดงามของเส้นสายมากยิ่งขึ้นไปอีกระดับจากงานออกแบบ แนวของหลังคาที่กลมกลืนไปกับความลาดเอียงบนตัวรถ 2 ปะตูทำออกมาได้ดี สปอยเลอร์หน้ามีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ ส่วนกระจังหน้า ไฟหน้าและไฟ LED Daylight ยังคงเหมือนกับรุ่น 4 ประตู แนวด้านข้างใช้เส้นคมๆเป็นแนวนำสายตาเพื่อดึงมิติของส่วนหลังบานประตูทั้ง สองให้ดูมีมิติและอวบขึ้นเล็กน้อย ชายล่างยังมีการใช้เส้นทะแยงขึ้นไปยังบังโคลนหลัง ไฟท้ายถูกปรับเปลี่ยนเป็นแบบ 4 เหลี่ยคล้ายกับไฟท้ายของ Mercedes Benz New C-Class ขอบของฝากระโปรงหลังมีชิ้นงานสปอยเลอร์เล็กๆติดอยู่เพื่อความสวยงาม แนวของเสาหลังและกระจกบานหลังที่ลาดลงด้านท้ายทำให้เจ้า New Civic Sport-Coupe Concept 2012 มีมุมมองที่ดูคล้ายกับสปอร์ตคูเป้พลังสูงมากยิ่งขึ้น รุ่น 2 ประตูอาจกลายมาเป็นการสานต่อของตำนานแห่งความเร็วบนตัวรถรุ่น Type-R ที่เคยได้รับความนิยมไปทั่วทั้งบนสนามแข่งทางเรียบและบนถนนทั่วไป กึ่งกลางของสปอยเลอร์หลังมีท่อระบายไอเสียทรง 5 เหลี่ยมทำให้ดูแปลกตามากกว่ารุ่นที่ผ่านมา

การออกแบบ ในลักษณะ Mono Form Shape ใช้ฐานล้อที่กว้างขึ้น กระจกหน้าลาดเอียงกว่าปกติ และมีองศาของเสาหน้าที่ใช้ความลาดเอียงมากกว่ารถ Civic ทุกรุ่น เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งรุ่น 1.8 ลิตรกับ 2.0 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ลูกผสมแบบ Hybrid และเครื่องยนต์ที่ใช้แก็ซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เทคโนโลยีต่างๆที่รองรับระบบความปลอดภัยถูกพัฒนาให้เข้มข้นขึ้นไปอีกระดับ เช่นระบบเสริมสมรรถนะของการทรงตัวหรือ Vehicle Stability Assist ระบบเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างเพื่อรองรับการชนด้านหน้าหรือ Advanced Compatibility Engineering -ACE รถ Honda Civic นับได้ว่าเป็นยานยนต์ที่ขายดีมากในตลาดรถของสหรัฐอเมริการวมถึงตลาดรถยนต์ นั่งขนาดเล็กทั่วโลก รุ่นปัจจุบันซึ่งเป็นโมเดลที่ 8 สามารถทำยอดขายในเมืองมะกันได้กว่า 1.5 ล้านคัน ซึ่งรวมไปถึงการคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปีไปอีกหลายรายการ สำหรับประเทศไทยก็คงต้องรอเจ้า Civic New Model 2012 อีกสักระยะแต่คงไม่นานเกินรอกับการได้สัมผัสตัวรถรุ่นล่าสุดที่ทยอยเปิดตัว ไปแล้วทั้งในสหรัฐและทวีปยุโรป แต่รูปโฉมอาจผิดแปลกแตกต่างกันไปบ้างซึ่งก็เป็นไปตามการทำตลาดของค่าย Honda ที่มักออกแบบตัวรถที่ผลิตออกขายในเอเซีย ยุโรปและอเมริกาให้ไม่ซ้ำแบบกัน